ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory)

 


        ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s Connectionism Theory) เป็นหนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง

        เอดเวิร์ด ลี ธอร์นไดค์ (Edward Lee Thorndike) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาเมื่ออายุ 24 ปี และมีผลงานวิทยานิพนธ์เรื่อง "เชาวน์ปัญญาของสัตว์" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ทฤษฎีของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเน้นความเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสิ่งเร้า (S: Stimulus) กับการตอบสนอง (R: Respond)

        แนวคิดหลักของทฤษฎี ธอร์นไดค์เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์หรือสัตว์เลือกตอบสนองที่เชื่อมต่อ (Connect) กับสิ่งเร้าอย่างเหมาะสม หรือกล่าวได้ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยการสร้างสิ่งเชื่อมโยง (Connect) หรือพันธะ (Bond) ระหว่างสิ่งเร้า (S) กับการตอบสนอง (R) ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีของธอร์นไดค์จึงถูกเรียกว่า "ทฤษฎีพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง (S-R Bond Theory)" หรือ "ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง (Connectionism Theory)"

        การทดลองของธอร์นไดค์ ธอร์นไดค์ได้ทำการทดลองโดยจัดเตรียม "กล่องกล (Puzzle Box)" ที่มีกลไกประตูจะเปิดออกเมื่อมีน้ำหนักกดตรงคานที่เตรียมไว้ เขาได้นำแมวที่หิวจัดมาปล่อยลงในกล่อง โดยมีปลาแซลมอนที่แมวชอบวางไว้นอกกล่องให้แมวมองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง


        ผลการทดลองพบว่า แมวที่หิวและเห็นอาหารจะแสดงพฤติกรรมดิ้นรนต่างๆ นานา เช่น ขีดข่วนพื้น ทำเสียงฟ่อๆ ทำตัวโก่ง หรือวิ่งรอบๆ เพื่อหาทางออก ในที่สุด ขาของแมวก็บังเอิญไปโดนคานไม้ ทำให้ประตูเปิดออกและแมวก็ออกมานอกกล่องเพื่อกินปลาได้

        ธอร์นไดค์สรุปว่า แมวได้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าในลักษณะ "ลองผิดลองถูก (Trial & Error : املحاولة والخطأ)" จนเกิดการเรียนรู้ขึ้น กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถสรุปได้เป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้:

  1. แรงขับหรือแรงจูงใจ: แมวมีความหิวและต้องการกินปลา จึงต้องการออกจากกรง
  2. การกำหนดความมุ่งหมาย: แมวมีเป้าหมายคือการออกไปกินอาหาร
  3. การเตรียมความพร้อม: แมวอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะกระทำ
  4. การพบปัญหา: แมวไม่สามารถออกจากกรงได้
  5. การตอบสนองด้วยพฤติกรรมต่างๆ: แมวแสดงพฤติกรรมหลากหลายเพื่อแก้ปัญหา
  6. การกดคานโดยบังเอิญ: แมวกดคานได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ประตูเปิด
  7. การเรียนรู้จากการซ้ำ: เมื่อทดลองซ้ำๆ แมวจะละทิ้งพฤติกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์และคงไว้แต่พฤติกรรมที่นำไปสู่เป้าหมายเท่านั้น ทำให้สามารถออกมากินปลาได้เร็วยิ่งขึ้นในครั้งต่อๆ ไป

กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ธอร์นไดค์ได้สรุปกฎการเรียนรู้จากการทดลองหลายครั้งเป็น 3 กฎหลักและ 5 กฎย่อย ดังนี้:

  1. กฎความพร้อม (Law of Readiness) บุคคลหรือสัตว์จะแสดงพฤติกรรมใดๆ ได้ดีเมื่อมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์เดิม กฎนี้มี 3 กฎย่อย:

    • เมื่อพร้อมที่จะทำและได้ทำ ย่อมเกิดความพอใจ
    • เมื่อพร้อมที่จะทำแต่ไม่ได้ทำ ย่อมเกิดความไม่พอใจ
    • เมื่อไม่พร้อมที่จะทำแต่ต้องทำ ย่อมเกิดความรำคาญใจและไม่พอใจ
  2. กฎของการฝึกหัด (Law of Exercise) หรือ กฎการใช้และไม่ใช้ (Law of Use and Disuse) หลักการคือ หากมีการกระทำบ่อยๆ จะเกิดความชำนาญ และหากไม่ได้ฝึกฝนหรือทบทวนบ่อยๆ ก็จะไม่เกิดความชำนาญ กฎนี้แบ่งเป็น 2 กฎย่อย:

    • กฎการได้ใช้ (Law of Use): การสร้างความสัมพันธ์หรือพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองบ่อยครั้ง จะทำให้พันธะแข็งแกร่งขึ้น
    • กฎการไม่ได้ใช้ (Law of Unused): หากไม่ค่อยได้สร้างพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง พันธะก็จะอ่อนแอลง
    • การแก้ไขภายหลัง: อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1930 ธอร์นไดค์ได้ประกาศยกเลิกกฎนี้ เนื่องจากพบว่า การทำซ้ำบ่อยๆ ในบางกิจกรรมไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้ และการไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเชื่อมอ่อนกำลังเสมอไป
  3. กฎความพอใจหรือกฎแห่งผล (Law of Effect) พฤติกรรมใดที่นำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ หรือความพอใจ อินทรีย์ก็จะเลือกใช้พฤติกรรมนั้นในโอกาสต่อไป ในทางกลับกัน หากพฤติกรรมใดนำมาซึ่งความผิดหวัง ความไม่สบายใจ พฤติกรรมนั้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกขจัดออกไป

    • การแก้ไขภายหลัง: ในปี ค.ศ. 1930 ธอร์นไดค์ได้สรุปใหม่ว่า รางวัลมีผลที่ทำให้พันธะเข้มแข็งขึ้น แต่การลงโทษจะไม่มีผลใดๆ กฎนี้จึงเน้นที่การสร้างแรงจูงใจและการเสริมแรงเป็นสำคัญ

การนำทฤษฎีและกฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ไปใช้ในการเรียนการสอน

        ครูและผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ได้หลายวิธี:

  1. สร้างแรงจูงใจ: กระตุ้นให้นักเรียนมีความต้องการที่จะเรียนรู้
  2. เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก: ส่งเสริมการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing)
  3. สร้างความพร้อม: เตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของนักเรียน
  4. สร้างความยั่วยุ: ทำให้เด็กอยากเรียนรู้ โดยพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหากับชีวิตประจำวันของเด็ก
  5. ให้รางวัล: มอบรางวัลหรือการเสริมแรง (เช่น คำชม วัตถุสิ่งของ หรือกิจกรรมที่เด็กชอบ) เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
  6. ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้: กระตุ้นให้เด็กถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการนำความรู้นั้นไปใช้บ่อยๆ ซึ่งช่วยปลูกฝังความจำ

แบบอย่างการสอนด้วยวิธีการลองผิดลองถูกจากท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) 

        ท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) ซึ่งเปรียบเสมือนครูที่สมบูรณ์แบบ ได้แสดงให้เห็นวิธีการสอนในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสอนแบบลองผิดลองถูก หรือ Learning by Doing ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งชายคนหนึ่งได้ละหมาดในมัสยิด เมื่อละหมาดเสร็จและได้ทักทายท่านนบี ท่านนบีได้บอกให้เขากลับไปละหมาดใหม่ โดยกล่าวว่า "เจ้าจงกลับไปละหมาด (ใหม่) เพราะเจ้ายังไม่ได้ละหมาด" ชายผู้นั้นทำเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งท่านนบีก็บอกให้กลับไปละหมาดใหม่ จนกระทั่งชายผู้นั้นยอมรับว่าตนเองไม่รู้และขอให้ท่านนบีสอน ท่านนบีจึงสอนวิธีการละหมาดที่ถูกต้อง โดยเน้นย้ำถึงการสงบนิ่ง (เฏาะมะนีนะฮฺ) ในทุกขั้นตอน

        จากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าท่านนบีไม่ได้อธิบายหรือชี้แจงวิธีการละหมาดก่อน แต่ให้ชายผู้นั้นลองทำก่อนแบบลองผิดลองถูก และเมื่อพบว่ายังไม่ถูกต้อง ก็ให้ทำใหม่จนกระทั่งถูก จึงค่อยให้รายละเอียดเพิ่มเติม



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...