ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มเกสตอลท์ (Gestalt Learning Theory) เป็นหนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive Learning Theories) ที่เกิดขึ้นในฝั่งยุโรป
แนวคิดหลักและผู้ริเริ่ม นักจิตวิทยากลุ่มเกสตอลท์ ซึ่งนำโดย เวอร์ไทเมอร์ (Max Wertheimer), คอฟฟ์กา (Kurt Koffka), และ โคห์เลอร์ (Wolfgang Köhler) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ได้อธิบายว่า การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นโดยที่ผู้เรียนมีการแก้ปัญหา และค้นพบข้อเท็จจริงในการแก้ปัญหาโดยใช้ความคิด ความเข้าใจ จากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงต่างๆ จนเกิด "การหยั่งรู้ (Insight)" ที่ทำให้เข้าใจสิ่งนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง
คำว่า "เกสตอลท์" (Gestalt) เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "Pattern" ซึ่งหมายถึง การจัดระเบียบส่วนประกอบต่างๆ หรือส่วนย่อยๆ เข้าด้วยกันเป็นโครงสร้างส่วนรวมที่มีความหมาย ยกตัวอย่างเช่น เวอร์ไธเมอร์สังเกตหลอดไฟ 2 ดวงกระพริบสลับกัน แต่เขามองเห็นเป็นแสงไฟกำลังเคลื่อนที่กลับไปกลับมา ซึ่งการจะเข้าใจเช่นนั้นได้ต้องมองภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่มองหลอดไฟทีละดวง
การหยั่งรู้ หรือ การหยั่งเห็น (Insight) เป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีนี้ หมายถึง การแก้ปัญหาโดยการมองเห็นความสัมพันธ์ในรายละเอียดของปัญหานั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือเป็นการเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งทันที (Sudden Understanding) หรือการมองเห็นความจริงเชื่อมโยงใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งต่างจากการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป
การทดลองของโคห์เลอร์ (Köhler’s Experiment)
โคห์เลอร์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นกับ ลิงซิมแปนซี ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาดและใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด
- การจัดฉาก: เขานำกล้วยไปแขวนไว้บนเพดานที่สูงเกินกว่าที่ลิงจะเอื้อมถึง และวางลังไม้ไว้ใกล้ๆ ในบริเวณนั้น
- กระบวนการ: ลิงที่หิวและมีแรงจูงใจ (เพราะชอบกล้วย) ได้สังเกตลังไม้ (ซึ่งมันเคยเล่นมาแล้ว) ครั้งแรก ลิงนำลังไม้หนึ่งอันมาวางใต้กล้วยและขึ้นยืน แต่ก็ยังหยิบไม่ถึง จากนั้นไม่นาน ลิงก็มองเห็นลังไม้อีกอัน จึงนำมาเรียงต่อกันจนสามารถเก็บกล้วยได้
- ข้อสรุปจากการทดลอง:
- แรงจูงใจหรือแรงขับ: ลิงต้องหิวและต้องการกล้วย
- สิ่งแวดล้อมหรืออุปกรณ์: วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองจะต้องจัดวางอย่างไม่กระจัดกระจาย เพื่อให้ลิงสามารถสังเกตเห็นได้และอำนวยต่อการแก้ปัญหา
- ความพร้อมหรือประสบการณ์เดิม: ลิงต้องมีประสบการณ์เดิมในการเล่นกับลังไม้มาก่อน
- การหยั่งรู้ (Insight): การแก้ปัญหาของลิงเกิดจากการประมวลสิ่งของรอบตัวและประสบการณ์ในอดีตอย่างฉับพลัน ไม่ได้เกิดจากการตอบสนองแบบทันทีทันใดหรือการลองผิดลองถูกแบบทฤษฎีของธอร์นไดค์
- ขาดการจูงใจที่แรงพอ: สิ่งเร้าไม่น่าสนใจพอสำหรับผู้เรียน (เช่น กล้วยไม่เป็นที่สนใจของลิง หรือลิงไม่หิว)
- ตัวเร้าที่เป็นส่วนประกอบกระจายตัวมากเกินไป: ผู้เรียนไม่สามารถจับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเร้าที่กระจัดกระจายอยู่ได้
- ขาดประสบการณ์: ผู้เรียนไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น
- นิสัยและความคิดเห็นเก่า: สิ่งเหล่านี้ขวางกั้นการมองเห็นความหมายในรูปแบบใหม่
มุมมองอิสลามเกี่ยวกับการหยั่งรู้ (Insight)
- ในมุมมองอิสลาม การหยั่งรู้ไม่ได้จำกัดเพียงการเข้าใจเชิงสติปัญญา แต่เป็น "นูร (แสงสว่าง)" ที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาในหัวใจ จนทำให้เห็นสัจธรรมชัดเจนขึ้น
- อัลกุรอาน (22:46) ระบุว่า "มิใช่วา่ตาของพวกเขาจะบอด แต่ทว่าหัวใจในทรวงอกต่างหากที่บอด" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมองเห็นความจริงคือการใช้หัวใจที่มี "บะศีเราะฮฺ" (การหยั่งเห็นภายใน)
- หะดีษ (อัตติรมีซีย์:3127) กล่าวว่า "จงยำเกรงการหยั่งรู้ (ฟิรอซะฮ์) ของผู้ศรัทธา เพราะแท้จริงเขามองด้วยแสงสว่างของอัลลอฮ์" ซึ่ง อิบนุ ก็อยยิม ได้อธิบายว่ามันคือแสงที่อัลลอฮ์ทรงประทานในหัวใจ เพื่อให้แยกแยะความจริงกับความเท็จได้
- อิมาม อัล-ฆอซาลี ได้กล่าวว่า ความรู้มีสองส่วน คือความรู้ที่เกิดจากการศึกษา และความรู้ที่อัลลอฮ์ประทานแก่หัวใจโดยตรง ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ที่ไม่มาจากการเรียนรู้ทีละขั้น
- ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ท่านนบีอิบรอฮีม (อ.) ซึ่งหยั่งรู้ถึงพระเจ้า ไม่ใช่จากการเรียนตำรา แต่มาจากการใคร่ครวญต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ (ดวงดาว ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์) จนเข้าใจหลักความเป็นเอกองค์เดียวของอัลลอฮฺ
ทฤษฎีสนามของเลวิน (Lewin's Field Theory)
เคิร์ท เลวิน เป็นนักจิตวิทยากลุ่มเกสตอลท์ชาวเยอรมันเช่นกัน
- เขามองว่า พฤติกรรมมนุษย์แสดงออกมาอย่างมีพลังและทิศทาง (Field of Force) สิ่งที่อยู่ในความสนใจและต้องการจะมีพลังเป็นบวก ซึ่งเขาเรียกว่า Life Space (อวกาศชีวิต) ส่วนสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือความสนใจจะมีพลังเป็นลบ
- สนาม (Field) เปรียบเสมือนสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นระบบหรือโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายในที่ไม่หยุดนิ่ง ผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งภายในระบบย่อมจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่นๆ ทั้งหมดในระบบเดียวกัน
- สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ มี 2 ชนิด:
- Physical Environment (Objective World): สิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง เช่น โต๊ะ ครู เพื่อน
- Psychological Environment: สิ่งแวดล้อมตามที่เรารับรู้ อาจไม่มีอยู่จริงตามสภาพจริง เช่น ความนึกคิด จินตนาการ ความหวัง
- Life Space (อากาศชีวิต) คือสิ่งแวดล้อมทางจิต หรือโลกในความคิด ที่บางครั้งมีอิทธิพลต่อมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ อัลกุรอาน (33:4) ตรัสว่า "อัลลอฮฺมิได้ทรงทำให้ชายใดมีสองหัวใจในทรวงอกของเขา" ซึ่งสื่อว่าในเวลาหนึ่งๆ มนุษย์เราสามารถสนใจได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
การนำทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตอลท์ไปใช้ในการเรียนการสอน ครูสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ได้โดย:
- สร้างแรงจูงใจ ให้เด็กอยากรู้อยากเห็นและอยากเรียนรู้ในสิ่งที่ครูจะสอน
- สร้างบรรยากาศในห้องเรียน ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และจัดสิ่งแวดล้อมที่จะอำนวยในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ
- บอกขอบข่าย ความมุ่งหมาย ประโยชน์ ของบทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นภาพรวมและมุ่งสู่จุดหมาย
- สร้างความสัมพันธ์กับรายวิชาอื่น เพื่อนำประสบการณ์จากวิชาอื่นมาช่วยแก้ปัญหาวิชาที่กำลังเรียนรู้
- สอนให้คิดแทนการบอกเล่าหรือให้จำ
- สอนจากง่ายไปยาก
- แยกส่วนของบทเรียนเป็นบทเป็นตอนๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น