5. การรับรู้ในมิติอิสลามและจิตวิทยา

        

        


        การรับรู้ (Perception) เป็นกระบวนการที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อกับโลกภายนอกและตีความหมายของการรับรู้สึกสัมผัสที่ได้รับจากอวัยวะต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถแสดงพฤติกรรมโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการที่สิ่งเร้ามากระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส สิ่งเร้าเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นกระแสประสาทส่งไปยังสมอง ซึ่งจะแปลความหมายและนำไปสู่การรับรู้และการตอบสนอง

        ในอายะฮฺที่ 78 ซูเราะฮฺ อัน-นะหฺลฺ อัลลอฮฺได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า 
  وَٱللَّهُ أَخۡرَجَكُم مِّنۢ بُطُونِ أُمَّهَٰتِكُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ شَيۡ‍ٔٗا وَجَعَلَ لَكُمُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَٱلۡأَفۡ‍ِٔدَةَ لَعَلَّكُمۡ تَشۡكُرُونَ

        "และอัลลอฮ์ทรงให้พวกเจ้าออกจากครรภ์มารดาของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยิน และเห็น และมีหัวใจ (สำหรับนึกและคิด) เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ"

        อัลกุรอานชี้ให้เห็นว่าการได้ยิน การมองเห็น และหัวใจ (ซึ่งหมายถึงอวัยสัมผัสรวมถึงสติปัญญาและการไตร่ตรอง) เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้มนุษย์เพื่อใช้ในการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ

        เป้าหมายของการรับรู้ในอิสลามไม่ใช่แค่เพื่อความเข้าใจโลกเท่านั้น แต่เพื่อให้มนุษย์ “ตะฟักกุร” (ไตร่ตรอง) และ “ตะซักกุร” (สำนึก) จนนำไปสู่การศรัทธาในพระเจ้าและการดำเนินชีวิตตามแนวทางที่ถูกต้อง

หลักการสำคัญของการรับรู้ในทางจิตวิทยาร่วมสมัย
        ทฤษฎีการรับรู้ที่สำคัญคือ ทฤษฎีของเกสตอลท์ ซึ่งนักจิตวิทยาชาวเยอรมันสามคนคือ เวอร์ไทเมอร์ (Max Wertheimer), คอฟคา (Kurt Koffka), และ โคห์เลอร์ (Wolfgang Köhler) เป็นผู้คิดค้นขึ้น ทฤษฎีนี้อธิบายว่า "การรับรู้ทั้งหมดจะแตกต่างไปจากผลบวกของการรับรู้ในส่วนย่อยๆ" หลักการพื้นฐานของการมองเห็นโลกตามทฤษฎีเกสตอลท์ช่วยให้การแปลความหมายสิ่งที่รับรู้ถูกต้องและชัดเจนขึ้น โดยต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เช่น ความสมบูรณ์ของอวัยวะรับสัมผัส ประสบการณ์เดิม การเรียนรู้ และความจำ
หลักพื้นฐานของการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมได้แก่:
    • การจัดระเบียบในการรับรู้ (Organization in Perception): มนุษย์จะเลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่น่าสนใจและได้รับความเอาใจใส่เท่านั้น หลักเกณฑ์ในการจัดระเบียบตามกลุ่มเกสตอลท์มีดังนี้:
        1. ภาพและพื้น (Figure and Ground): ส่วนที่เด่นจะถูกรับรู้ว่าเป็นภาพ ส่วนที่ไม่เด่นเป็นพื้นหลัง ภาพและพื้นอาจสลับกันได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของบุคคล

            ในทฤษฎีเกสตัลท์ (Gestalt Theory) แนวคิด “ภาพและพื้น” หมายถึง:

  • Figure (ภาพ): สิ่งที่เราโฟกัสหรือให้ความสนใจ

  • Ground (พื้น): สิ่งแวดล้อมหรือบริบทที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ถูกโฟกัสในขณะนั้น

        ตัวอย่างเช่น ภาพที่สามารถมองเห็นได้ทั้งเป็นรูปพานหรือคนสองคนหันหน้าเข้าหากัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามองสีใดเป็นภาพหลักและสีใดเป็นพื้นหลัง

        การนำแนวคิด Figure and Ground มาเปรียบเทียบกับการรับรู้กฎของอุลามาอฺในมัซฮับต่าง ๆ ช่วยให้เราเข้าใจว่า:
  • ความเห็นต่างไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นมิติของการรับรู้ที่หลากหลาย

  • การศึกษาและไตร่ตรองเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยน “พื้น” ให้กลายเป็น “ภาพ” และกลับกัน

  • อิสลามส่งเสริมการใช้สติปัญญาและหัวใจในการรับรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมีเมตตา

        2. กฎแห่งความคล้ายคลึง (The Law of Similarity): สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกัน (เช่น รูปร่าง, ขนาด, สี) มักจะถูกรับรู้รวมกันเป็นสิ่งเดียวกันหรือพวกเดียวกัน
        รูปนี้เราอาจจะบอกว่าเป็นรูปกากบากหรือบวกเพราะเราจะจัดรูปที่เหมือนกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
        ท่านนบีได้กล่าวว่า 
مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ
        "ผู้ใดที่เลียนแบบกลุ่มหนึ่ง เขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น" (อบู อาวูด:4031)
        จากหะดีษนี้เราสามารถสรุปทางด้านจิตวิทยาและนิติศาสตร์อิสลามได้ว่า

ด้านจิตวิทยา ด้านนิติศาสตร์อิสลาม
การแต่งกายหรือพฤติกรรมที่คล้ายกัน ทำให้ผู้คนมองว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน การเลียนแบบพฤติกรรมของกลุ่มอื่น (เช่น กลุ่มที่ไม่ใช่มุสลิม) อาจนำไปสู่การยอมรับแนวคิดหรือค่านิยมของกลุ่มนั้น
ความคล้ายกันในรูปแบบภายนอกส่งผลต่อการรับรู้ภายใน ท่านนบี ﷺ เตือนว่า การเลียนแบบอาจนำไปสู่การเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของกลุ่มนั้นในแง่ของอัตลักษณ์หรือจิตใจ
การจัดกลุ่มโดยอัตโนมัติจากความคล้ายคลึง อิสลามเน้นการรักษาเอกลักษณ์ของมุสลิม เพื่อป้องกันการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่อาจกระทบต่อศรัทธา

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้

  • การแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมที่มีรากฐานจากศาสนาอื่น อาจทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ศรัทธาในศาสนานั้น

  • การเข้าร่วมกิจกรรมที่มีสัญลักษณ์ทางศาสนาอื่น เช่น การเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส อาจถูกมองว่าเป็นการยอมรับค่านิยมของศาสนานั้น

        3. กฎแห่งความใกล้ชิด หรืออยู่ภายในขอบเขตที่ใกล้เคียงกัน (The Law of Proximity): สิ่งที่อยู่ใกล้กันมักถูกรับรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกันมากกว่าสิ่งที่เหมือนกันแต่อยู่ไกลออกไป
ทั้งที่ทั้งสองรูปนี้เป็นไปได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

        ท่านนบี 
 ได้กล่าวว่า 
الْمَرْءُ عَلَى دِينِ خَلِيلِهِ، فَلْيَنْظُرْ أَحَدُكُمْ مَنْ يُخَالِلْ 
        “บุคคลย่อมอยู่บนศาสนาของเพื่อนสนิทของเขา ดังนั้นจงพิจารณาเถิดว่าใครคือผู้ที่ท่านคบหา” (อบูดาวูด:4833, อัตติรมีซีย์:2378, อะหฺมัด:8398)
ด้านจิตวิทยา ด้านนิติศาสตร์อิสลาม
ความใกล้ชิดทางกายภาพหรือสังคมส่งผลต่อการรับรู้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน การคบหากับผู้ที่มีแนวคิดหรือพฤติกรรมเบี่ยงเบน อาจทำให้ผู้คบหาถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น
การอยู่ใกล้กันนำไปสู่การกลมกลืนทางพฤติกรรมและค่านิยม ท่านนบี ﷺ เตือนให้เลือกเพื่อนอย่างรอบคอบ เพราะเพื่อนมีอิทธิพลต่อศรัทธาและการดำเนินชีวิต
ความใกล้ชิดนำไปสู่การเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว การคบหาผู้ศรัทธาจะช่วยเสริมสร้างศรัทธา ส่วนการคบหาผู้เบี่ยงเบนอาจทำให้ศรัทธาอ่อนแอลง

บทเรียนจากทฤษฎีและหะดีษนี้      
  • การเลือกเพื่อนคือการเลือกแนวทางชีวิต เพราะเพื่อนมีอิทธิพลต่อความคิด พฤติกรรม และศรัทธา

  • ความใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อิสลามให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่อยู่ใกล้ตัว เพราะสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมจิตใจ

  • การป้องกันตนเองจากอิทธิพลที่ไม่ดี ท่านนบี ﷺ แนะนำให้พิจารณาอย่างรอบคอบว่าใครคือผู้ที่เราคบหา เพื่อปกป้องศรัทธาและจิตใจของเรา


        4. กฎแห่งความสมบูรณ์ หรือกฎแห่งความสิ่งสุด (The Law of Closure): มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย และจะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของภาพให้สมบูรณ์ แม้ภาพนั้นจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม
        
เปรียบเทียบกฎแห่งความสมบูรณ์ทางจิตวิทยากับอิสาลาม
กฎแห่งความสมบูรณ์ (จิตวิทยา) หลักอิสลาม
มนุษย์เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายเพื่อให้เกิดภาพสมบูรณ์ อัลลอฮฺทรงเติมเต็มผลบุญให้แก่ผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ แม้การงานจะไม่สำเร็จ
การรับรู้สิ่งไม่สมบูรณ์ว่าเป็นสิ่งสมบูรณ์ การตอบแทนผู้ที่เริ่มต้นเดินทางไปมักกะฮฺ แม้จะไม่ถึงจุดหมาย
ความสมบูรณ์เกิดจากการตีความภายใน ความสมบูรณ์เกิดจากพระเมตตาและความยุติธรรมของอัลลอฮฺ
อัลลอฮฺตรัสว่า 
وَمَن يَخْرُجْ مِنۢ بَيْتِهِۦ مُهَاجِرًا إِلَى ٱللَّهِ وَرَسُولِهِۦ ثُمَّ يُدْرِكْهُ ٱلْمَوْتُ فَقَدْ وَقَعَ أَجْرُهُۥ عَلَى ٱللَّهِ ۗ 
         “ผู้ใดที่ออกจากบ้านของเขาเพื่ออพยพไปยังอัลลอฮฺและเราะซูล แล้วความตายได้มาถึงเขา แน่นอน ผลตอบแทนของเขาอยู่กับอัลลอฮฺ” (อัน-นิซาอฺ:4/100)

        5. กฎแห่งความต่อเนื่อง (The Law of Good Continuation): ถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวาง คนเรามักจะรับรู้ในลักษณะเดียวกัน ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ
        เช่น 
            -  เส้นทางรถไฟที่โค้งไปด้านขวา แม้จะมีเสาไฟฟ้าขวางอยู่ เราก็ยังรับรู้ว่าเส้นทางนั้นต่อเนื่องไป 
            - เมื่อเห็นตัวอักษรที่เรียงกันเป็นคำ แม้บางตัวจะถูกตัดหรือบิดเบี้ยวเล็กน้อย สมองยังคงรับรู้ว่าเป็นคำเดียวกัน
        อัลลอฮฺตรัสว่า

وَالَّذِينَ جَاهَدُوا فِينَا لَنَهْدِيَنَّهُمْ سُبُلَنَا ۚ وَإِنَّ اللَّهَ لَمَعَ الْمُحْسِنِينَ

        “และบรรดาผู้ที่ต่อสู้ดิ้นรนในทางของเรา แน่นอนเราจะชี้นำพวกเขาสู่แนวทางของเรา และแท้จริงอัลลอฮฺอยู่กับผู้กระทำดี” (อัล-อันกะบูต:29/69)
        แม้จะมีอุปสรรคหรือสิ่งขัดขวาง ผู้ที่มีเจตนามั่นคงและพยายามอย่างต่อเนื่องจะได้รับการชี้นำจากอัลลอฮฺ ซึ่งสะท้อนถึงการรับรู้และดำเนินต่อเนื่องในแนวทางที่ถูกต้อง
        และได้กล่าวในตอนหนึ่งมีชายคนหนึ่งถามท่าน ให้ท่านบอกแก่เขาคำหนึ่งและจะไม่ถามใครอีก ท่านกล่าวว่า
قُلْ: آمَنْتُ باللهِ، فاستقِمْ
        “จงกล่าวว่า: ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วจงมั่นคง (ต่อเนื่อง) ในแนวทางนั้น” (มุสลิม:38)
        นี่คือหัวใจของการดำเนินชีวิตในอิสลาม: ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นด้วยศรัทธา แต่ต้องรักษาไว้ด้วยการกระทำที่มั่นคงและต่อเนื่อง จิตใจของเราจะได้รับรู้ตลอดและไม่เบี่ยงเบนออกนอกลู่นอกทางที่อัลลอฮฺกำหนด

    • การรับรู้ความลึกและระยะทาง (Depth and Distance Perception): มนุษย์สามารถรับรู้ภาพ 3 มิติ และระยะทางหรือความลึกได้จากการเรียนรู้ สิ่งที่ช่วยให้ทราบความลึกและระยะทางได้แก่
        1. ตำแหน่งที่เหลื่อมกัน (Super Position of the Objects): วัตถุที่บังหรือทับอีกวัตถุหนึ่งจะถูกรับรู้ว่าอยู่ใกล้กว่า
        2. ภาพทิวทัศน์ที่เห็นใกล้ (Perspective): สิ่งที่อยู่ห่างออกไปจะถูกรับรู้ว่ามีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

        3. แสงและเงา (Light and Shadow): ช่วยให้ภาพเป็นสามมิติ ทำให้ภาพเว้าหรือนูนเด่น
        • การรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ (Movement Perception): สามารถใช้การเคลื่อนไหวสัมพันธ์ (Relative Motion) ในการตัดสินระยะวัตถุได้ สาเหตุของการรับรู้การเคลื่อนที่สรุปได้ดังนี้
            1. การเห็นการเคลื่อนที่เนื่องจากการชักจูง (Induced Movement): เช่น เห็นเมฆเคลื่อนที่และดวงจันทร์อยู่นิ่ง
            2. การเห็นการเคลื่อนที่เนื่องจากการต่อเนื่องกัน (Apparent Movement): เช่น แผงไฟโฆษณาที่ดูเหมือนไฟกำลังวิ่ง.
            3. การเห็นการเคลื่อนที่อันเป็นผลเนื่องมาจากเราเห็นสิ่งเร้าหมุนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันนานเกินไป
        • ความคงที่ของการรับรู้ (Perceptual Constancy): เป็นการที่มนุษย์รับรู้ว่าวัตถุมีรูปร่าง ขนาด และสีคงที่ แม้ว่าภาพที่ปรากฏบนเรตินาจะเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งหรือความเข้มของแสง แบ่งเป็น
            1. ความคงที่ของขนาด (Size Constancy): รับรู้ขนาดของสิ่งต่างๆ เป็นขนาดคงที่ โดยไม่เกี่ยวกับระยะห่าง
            2. ความคงที่ของแสง (Brightness Constancy) และความคงที่ของสี (Color Constancy): รับรู้สีของวัตถุคงที่ แม้ความเข้มของแสงจะทำให้สีจริงเปลี่ยนไป
                2. ความคงที่ของรูปร่าง (Shape Constancy): รับรู้รูปร่างของวัตถุเหมือนเดิม แม้จะมองในมุมที่ต่างกัน
                3. ความคงที่ของตำแหน่งของวัตถุ (Location Constancy): รับรู้ตำแหน่งและการทรงตัวของวัตถุจากสายตาและประสบการณ์
        • ทัศนมายา หรือภาพลวงตา (Illusion): เป็นภาพที่ทำให้การรับรู้เบี่ยงเบนหรือผิดพลาดไปจากความจริง เกิดจาก:
            1. การเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใด (Embeddedness)
AB = CD แต่จะรู้สึกว่า AB ยาวกว่า

            2. ขนาดสัมพันธ์ (Relative Size) หรือ ขนาดเปรียบเทียบ (Size Contrasts): การตัดสินขนาดอาจผิดพลาดจากตำแหน่งเปรียบเทียบหรือสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน

            3. การเกิดมุมหรือการตัดของเส้นตรง (Angle or Intersection Lines): เช่น ภาพลวงตาซอลล์เนอร์และภาพลวงตาพนโซ

ปัจจัยที่กำหนดการรับรู้ของมนุษย์ในทางจิตวิทยา
        ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ได้แก่ ลักษณะของผู้รับรู้และลักษณะของสิ่งเร้า
1. ลักษณะของผู้รับรู้:
    ◦ ด้านกายภาค (สรีระ): สภาพความสมบูรณ์ของอวัยวะสัมผัส เช่น หู ตา จมูก และผิวหนัง หากมีความผิดปกติหรือหย่อนสมรรถภาพจะทำให้การรับรู้ผิดพลาดหรือด้อยลงได้ การรับรู้บางอย่างดีขึ้นหากได้รับสัมผัสหลายทาง เช่น เห็นภาพและได้ยินเสียงพร้อมกัน
    ◦ ด้านจิตวิทยา: เป็นผลจากการเรียนรู้เดิมและถือว่าการรับรู้เป็นสิ่งที่เลือกสรรอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านจิตวิทยาประกอบด้วย
        ▪ ความรู้เดิม: การแปลความหมายต้องอาศัยความรู้เดิม หากไม่มีความรู้เดิมอาจทำให้การรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง.
        ▪ ความต้องการ หรือ แรงขับ (Need): คนจะสนใจแต่สิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งอาจทำให้ตีความหมายสิ่งเดียวกันต่างกัน.
        ▪ สภาพของจิตใจ หรือ ภาวะของอารมณ์: ขณะอารมณ์ดีมักจะมองเห็นสิ่งดีๆ แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดี (เช่น หิว, เหนื่อยล้า, เครียด, กังวล, เจ็บป่วย) หรือได้รับอิทธิพลจากสารเคมีบางชนิด อาจทำให้รับรู้ผิดพลาดหรือมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ
        ▪ เจตคติ (Attitude): เจตคติที่มีต่อบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะส่งผลต่อการตีความหมายการกระทำหรือลักษณะของสิ่งนั้น.
        ▪ อิทธิพลของสังคม (Social Factor): สภาพความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยม เป็นกรอบที่กำหนดการรับรู้ของคน ทำให้คนแต่ละกลุ่มรับรู้สิ่งต่างกัน.
        ▪ ความตั้งใจ (Attention) และความสนใจ: มนุษย์จะเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับความต้องการหรือความสนใจในขณะนั้น ไม่ได้รับรู้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสพร้อมกัน.
        ▪ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน: ช่วยให้บุคคลเกิดการรับรู้ได้เร็วและดีขึ้น.
        ▪ แรงจูงใจ (Motivation): กระตุ้นให้เกิดความต้องการในสิ่งใด ทำให้บุคคลเกิดการรับรู้ในสิ่งนั้นเป็นอย่างดี.
        ▪ คุณค่า (Value) และความสนใจ: เมื่อเห็นคุณค่าจะเพิ่มความสนใจ ทำให้เกิดความตั้งใจและช่วยให้การแปลความหมายถูกต้องยิ่งขึ้น. ความสนใจแบ่งเป็นความสนใจชั่วขณะ (Momenta Interest) และความสนใจที่ติดเป็นนิสัย (Habitual Interest).
        ▪ ความดึงดูดในทางสังคม: ถ้าคนส่วนใหญ่หรือกลุ่มสนใจอะไร คนเราก็จะสนใจในสิ่งนั้นตามไปด้วย.
        ▪ เชาวน์ปัญญา: คนที่เฉลียวฉลาดรับรู้ได้ดี เร็ว และถูกต้องกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ.
        ▪ การสังเกตพิจารณา: ช่วยทำให้การรับรู้แม่นยำยิ่งขึ้น.
        ▪ ความพร้อมหรือการเตรียมพร้อมที่จะรับรู้ (preparatory set / Expectancy): การคาดหวังล่วงหน้าทำให้คนเตรียมพร้อมในการรับรู้สิ่งใหม่ และอาจทำให้การรับรู้เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงได้ เช่น คนที่กลัวผีมักจะเห็นอะไรๆ เป็นผีไปหมด

2. ลักษณะของสิ่งเร้า:
    ◦ ขนาดและความเข้มของสิ่งเร้า (Intensity and Magnitude): สิ่งเร้าที่มีขนาดใหญ่ สีเข้ม เสียงดัง หรือกลิ่นแรง จะสามารถดึงดูดความสนใจและทำให้บุคคลรับรู้ก่อน
    ◦ ความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลง (Movement and Changing): สิ่งเร้าที่เคลื่อนไหวหรือมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงย่อมได้รับความสนใจและถูกรับรู้มากกว่าสิ่งนิ่งๆ หรือลักษณะเดิมๆ
    ◦ ความใหม่ (Novelty): ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นผลจากความคิดสร้างสรรค์มักได้รับการต้อนรับและทำให้คนสนใจศึกษาเพื่อรับรู้รายละเอียด
    ◦ การทำซ้ำๆ (Repetition): สิ่งเร้าที่ปรากฏขึ้นซ้ำๆ เช่น การโฆษณาสินค้าซ้ำๆ จะช่วยให้คนรับรู้ รู้จัก และจดจำสินค้านั้นได้ดีขึ้น
    ◦ สี: สีบางสี เช่น สีเหลือง สีแดง กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ได้ดีกว่าสีขาว สีดำ
    ◦ ลักษณะของสังคม: สภาพความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมในสังคมช่วยกระตุ้นการรับรู้ของบุคคล ทำให้คนแต่ละคนหรือกลุ่มคนรับรู้สิ่งต่างๆ แตกต่างกันไป

สาเหตุที่ทำให้การรับรู้เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงในทางจิตวิทยา นอกจากภาพลวงตาแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้การรับรู้ของคนเราเบี่ยงเบนไป ได้แก่:
        • ความไม่สมบูรณ์ของประสาทและอวัยวะสัมผัส: เช่น สภาพร่างกายที่ผิดปกติ (คนชราตาฟาง, คนหูตึง, คนตาบอดสี) หรือการได้รับสารบางอย่าง (กินเหล้า, กินยาบางอย่าง) อาจทำให้เกิดความผิดพลาดของการรับรู้ที่เรียกว่า Hallucination
        • อุปาทานของตนเอง: เช่น เห็นคนคลุมๆ ในป่าล่าสัตว์แล้วนึกว่าเป็นเก้ง
        • การแปลสัมผัสผิดพลาดเพราะประสบการณ์น้อยหรือมีความรู้ไม่พอ: เช่น เด็กเห็นแพะแล้วบอกว่าเป็นแกะ
        • เจตคติ (Attitude)ความต้องการ (Needs)อารมณ์ (Emotion), และ ความใส่ใจ (Attention) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรับรู้ผิดพลาดหรือบิดเบือนไปจากความจริงได้
        • วัฒนธรรม (Culture): เป็นกรอบอ้างอิงที่ทำให้การรับรู้สิ่งต่างๆ แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มคน
        • ความเชื่อที่ผิดๆ (Delusions): เช่น เชื่อว่าคนที่เป็นมุสลิมนั้นจะก่อการร้าย

การรับรู้ในบริบทของอิสลาม
    • การกำเนิดและประสาทสัมผัส: อัลลอฮฺทรงให้มนุษย์ออกจากครรภ์มารดาโดยไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยิน ได้เห็น และมีหัวใจ (สำหรับนึกคิด) เพื่อจะได้ขอบคุณ (อัน-นะหฺลฺ:16/18) สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺประทานให้มาพร้อมกับการบังเกิดของมนุษย์
    • การรับรู้หลายสิ่งพร้อมกัน: อัลลอฮฺตรัสว่า "อัลลอฮฺไม่ได้สร้างชายคนหนึ่งมีสองใจในตัวเขา" (อัล-อะหฺซาบ:33/4) ซึ่งหมายความว่า ในห้วงเวลาหนึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์เพียงแค่หนึ่งอย่างเท่านั้น จะรับรู้มากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้
        • สาเหตุของการรับรู้ที่เบี่ยงเบน: อัลกุรอานเตือนคนที่เมาสุราว่าการรับรู้จะไม่คงที่ และไม่ควรกระทำละหมาดในระหว่างที่มึนเมาจนกว่าจะรับรู้ได้ว่ากำลังพูดอะไร (อัน-นะซาอฺ:4/43)
        • การรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษและพลังจิต: อิสลามเชื่อว่าความสามารถพิเศษหรือสัมผัสพิเศษเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากสิ่งนั้นเป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺ (ยาซีน:36/82) ตัวอย่างที่กล่าวถึงได้แก่:
           ◦ โทรจิต (Telepathy): การส่งกระแสจิตถึงกันและกัน ทำให้รับรู้ความคิดและความรู้สึกของอีกคนโดยไม่ต้องอาศัยประสาทสัมผัสใดๆ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่ท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัรฺ อิบนุค็อฏฏอบ ร้องสั่งทหารให้ "ขึ้นเขา" ในขณะที่กำลังกล่าวเทศนาธรรม ซึ่งทหารที่อยู่ห่างไกลได้รับและปฏิบัติตาม
            ◦ ประสาททิพย์ (Clairvoyance): การรับรู้วัตถุหรือเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยญาณ โดยไม่ต้องอาศัยอวัยวะรับสัมผัส เช่น การที่ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลฯ) สามารถเห็นลักษณะต่างๆ ของบัยตุลมักดิซ และบอกแก่ชาวกุร็อยชฺมักกะฮฺได้ ทั้งๆ ที่ท่านอยู่ที่กะอฺบะฮฺ
            ◦ การรู้ล่วงหน้า (Precognition): การล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ชายผู้ทำดีที่นบีมูซาติดตามได้เจาะเรือให้มีตำหนิ เพราะเขารู้ล่วงหน้าว่าจะมีกษัตริย์องค์หนึ่งคอยยึดเรือดีๆ ทุกลำ (อัล-กะฮฺฟิ:18/79) การรู้ล่วงหน้านี้เป็นความเมตตาที่อัลลอฮฺประทานให้แก่บุคคลที่พระองค์ทรงประสงค์ (อัล-กะฮฺฟิซ:18/65)
            ◦ พลังจิต (Psychokinesis): การเพ่งกระแสจิตบังคับให้วัตถุมีความเป็นไปตามที่จิตประสงค์โดยไม่มีการสัมผัสกับวัตถุแต่อย่างใด
        อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ การรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษเหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่หาหลักฐานยืนยันพิสูจน์ได้ไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะต้องมีการทดลองที่ขจัดกลลวงออกไปได้ก่อนจึงจะเชื่อถือได้

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...