ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing Model)
เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทฤษฎีนี้เสนอว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นการแลกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงความรู้ทั้งในด้านปริมาณและวิธีการประมวลสารสนเทศ นักจิตวิทยาได้อธิบายกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าคล้ายคลึงกับการทำงานของคอมพิวเตอร์
แนวคิดหลักและการเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์
ตามแนวคิดนี้ มนุษย์รับข้อมูล (input) จากสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัส จากนั้นจะมีการคัดเลือก ประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลลงในระบบความจำระยะสั้น (Short-Term Memory) และความจำระยะยาว (Long-Term Memory) ก่อนที่จะสามารถเรียกข้อมูลออกมาใช้ (retrieval/output) ได้ตามสถานการณ์ คลอสเมียร์ (Klausmeier, 1985) ได้อธิบายการทำงานของสมองมนุษย์โดยเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์เป็นขั้นตอนดังนี้:
- การรับข้อมูล (Input): โดยผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูล
- การเข้ารหัส (Encoding): โดยอาศัยชุดคำสั่งหรือซอฟต์แวร์
- การส่งข้อมูลออก (Output): โดยผ่านทางอุปกรณ์
ผังภาพกระบวนการประมวลสารของมนุษย์จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:
- กระบวนการเข้ารหัส (Encoding): เมื่อประสาทสัมผัสของมนุษย์สัมผัสกับสิ่งที่เป็นความรู้ เปรียบได้กับการรับข้อมูลของคอมพิวเตอร์ผ่านคีย์บอร์ด เมาส์ หรือส่วนอื่น ๆ
- การเก็บจำสารข้อมูลชั่วขณะ (Short-Term Memory): เปรียบเสมือนข้อมูลที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ขณะนั้น ซึ่งจะเลือนหายไปเมื่อปิดคอมพิวเตอร์
- การเก็บจำถาวร (Long-Term Memory): เปรียบเสมือนการบันทึกข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์หรือหน่วยเก็บข้อมูลอื่น ๆ
กระบวนการประมวลสารสนเทศ ท
ฤษฎีนี้อธิบายกระบวนการประมวลข้อมูลโดยเริ่มต้นจากการที่มนุษย์รับสิ่งเร้าเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5
-
การเข้ารหัส (Encoding):
- เมื่อมนุษย์สัมผัสกับข่าวสารที่เป็นสิ่งเร้าภายนอกด้วยอวัยวะสัมผัส ข้อมูลบางส่วนจะถูกเก็บไว้ในหน่วยบันทึกประสาทสัมผัส (Sensory Register)
- ร่างกายจะเลือกรับรู้ (Perception) และใส่ใจ (Attention) เฉพาะข้อมูลบางอย่างเท่านั้น
- บางครั้งอาจรู้สึกถึงเสียงที่ยังก้องอยู่ในหู หรือภาพติดตาอยู่หลังจากหลับตา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการเข้ารหัสนี้
- มุมมองอิสลาม: อัลลอฮ์ทรงสร้างให้มนุษย์คลอดออกมาโดยไม่รู้อะไรเลย และประทานโสตประสาท สายตา และหัวใจ เพื่อให้เรียนรู้และขอบคุณ
-
การบันทึกสารข้อมูลด้วยประสาทสัมผัส (Sensory Register):
- เป็นการเก็บข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้จัดแยกประเภทหรือแปลความหมาย
- กระบวนการนี้จะเก็บข้อมูลไว้ชั่วขณะเท่านั้นก่อนที่จะคัดสรรข้อมูลสำคัญเพื่อส่งต่อไปยังกระบวนการรับรู้และการจดจำ
- โดยทั่วไปเน้นการบันทึกด้วยประสาทตา (Iconic Memory) และประสาทหู (Echoic Memory)
- มุมมองอิสลาม: อัลกุรอานระบุว่าโองการที่ชัดเจนอยู่ในอก (จิต) ของผู้ได้รับความรู้ สะท้อนถึงการเก็บรักษาความรู้ในหน่วยความจำระยะยาว
-
การแปลความหมายข้อมูล (Interpretation):
- หลังจากประสาทสัมผัสรับสิ่งเร้า ข้อมูลดิบจะถูกคัดสรรและแปลความหมายในกระบวนการรับรู้ (Perception)
- การแปลความหมายอาจแปลจากความจริงโดยตรง หรืออาศัยความรู้เดิมที่มีอยู่
- ในการจัดการเรียนการสอน ครูควรนำเสนอสิ่งที่ชัดเจน ไม่กำกวม และสอดคล้องกับเป้าประสงค์
-
การใส่ใจ (Attention):
- เนื่องจากประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย มนุษย์จึงไม่สามารถเก็บบันทึกได้หมด
- มนุษย์สามารถรับรู้ได้เพียงอย่างเดียวในเวลาเดียวกัน อัลลอฮ์ตรัสว่า "อัลลอฮฺมิได้ทรงทำให้ชายใดมีสองจิตในทรวงอกของเขา"
- ความใส่ใจจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญขั้นแรกของการเรียนรู้ หากเด็กไม่ใส่ใจ ความพยายามของครูก็จะสูญเปล่า
- วูลโฟล์ค (Woolfolk, 1993) สรุปแนวทางกระตุ้นการใส่ใจ ได้แก่ การบอกจุดหมาย, เน้นความสำคัญของเนื้อหา, กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น, สร้างสถานการณ์ตื่นตะลึง, เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม, ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลาย, ครูควรเคลื่อนไหวและใช้เสียงสูง-ต่ำสลับกัน, และหลีกเลี่ยงการกระทำที่รบกวนความสนใจ
-
การเก็บจำชั่วขณะ (Short-Term Memory: STM):
- สารข้อมูลที่บุคคลสัมผัสและใส่ใจจะถูกส่งไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะสั้น พร้อมกับการดำเนินการทางสมอง (Working Memory)
- ความจุและระยะเวลา: มีข้อจำกัดน้อยมาก เก็บได้ประมาณ 7 หน่วยข้อมูล และไม่เกิน 30 วินาที มนุษย์มักใช้การแบ่งข้อมูลเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยในการจำตัวเลขยาว ๆ
- กระบวนการเก็บจำ: ข้อมูลใน STM มักกระจัดกระจายและลืมง่าย การท่องในใจ หรือการเชื่อมโยงกับข้อมูลเดิมใน LTM จะช่วยให้จำได้นานขึ้น
- มุมมองอิสลาม: อัลลอฮ์ได้ทำพันธะสัญญากับอาดัมมาก่อนแล้ว แต่เขาลืมไป และท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) ก็กล่าวว่าท่านก็เป็นมนุษย์ที่ลืมได้เช่นกัน การลืมชั่วคราวเป็นธรรมชาติและสามารถเรียกคืนได้ด้วยการทบทวน
-
การเก็บจำถาวร (Long-Term Memory: LTM):
- หากข้อมูลใน STM มีจำนวนมากกว่า 7 หน่วย หรือเกิน 30 วินาที จะต้องถูกส่งไปเก็บใน LTM เพื่อการจดจำที่ยาวนาน
- ความจุและระยะเวลา: LTM มีความจุไม่จำกัด และระยะเวลาในการเก็บจำยาวนานกว่า STM อาจเป็นการเก็บจำถาวร
- เนื้อหาที่เก็บจำ: คลาร์คและไพวิโอ (Clark and Paivio, 1991) เสนอว่าเนื้อหาใน LTM อยู่ในรูปของจินตภาพ (Images) หรือหน่วยทางภาษา (Verbal Unit) แต่บางคนแย้งว่าเก็บในรูปของภาษาแล้วแปลรหัสกลับเป็นภาพ เนื้อหาสาระแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ความหมาย เหตุการณ์ และวิธีการ
-
การลืม (Forgetting):
- คือการที่สาระข้อมูลในหน่วยความจำไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อาจเกิดจากการถูกสอดแทรกด้วยข้อมูลอื่น หรือสูญสลายไปตามกาลเวลา
- ใน STM: เปรียบได้กับการทำงานกับคอมพิวเตอร์แล้วไฟดับก่อนบันทึก ทำให้ข้อมูลสูญหาย
- ใน LTM: บางทฤษฎีเชื่อว่าข้อมูลใน LTM ไม่มีวันสลาย เพียงแต่ระลึกออกมาไม่ได้เท่านั้น แต่บางทฤษฎีเชื่อว่าข้อมูลอาจสูญหายหรือถูกแทนที่ได้
- มุมมองอิสลาม: การลืมบางอย่างไม่ถือเป็นบาปหากไม่ได้เจตนา และอัลลอฮ์ให้อภัยผู้ที่ลืมโดยไม่ตั้งใจ อัลกุรอาน (3:7) กล่าวว่า "ผู้ที่มีสติปัญญาจะรำลึกได้" และอิสลามสนับสนุนการทบทวนความรู้
การประยุกต์ทฤษฎีกระบวนการประมวลสารสนเทศในชั้นเรียน ครูสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ได้หลายวิธี:
- เร้าหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนใส่ใจในบทเรียน เช่น นำสื่อใหม่ๆ, ครูเคลื่อนไหวและใช้เสียงสูง-ต่ำ, เริ่มบทเรียนด้วยคำถามหรือนิทาน, ดึงนักเรียนที่ไม่สนใจกลับมา
- เน้นสาระข้อมูลที่สำคัญ เช่น บอกจุดประสงค์, เน้นด้วยการเขียนหรือพูดซ้ำๆ, ถามนักเรียนให้ตอบ
- สร้างความเชื่อมโยงเนื้อหาใหม่กับเนื้อหาเก่า เช่น ทบทวนบทเรียนเก่าที่เกี่ยวข้อง, เขียนแผนภาพความเกี่ยวข้อง, ให้งานที่ใช้ข้อมูลใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เก่า
- ให้เด็กทำซ้ำๆ ทบทวนหรือท่อง เพื่อให้ความรู้อยู่ถาวร เช่น ครูพูดซ้ำ, ถามเด็กในเรื่องนั้นต่างเวลาและต่างคน, ทดสอบบ่อยๆ, ให้เด็กมีกิจกรรมที่ต้องใช้ความรู้
- เรียบเรียงเนื้อหาให้ชัดเจนและมีระเบียบ เช่น กำหนดจุดมุ่งหมายชัดเจน, สอนตามลำดับ, สรุปบทเรียน
- เน้นการจำแบบเข้าใจความหมายไม่ใช่ท่องจำ เช่น สอนให้เข้าใจและเชื่อมโยงกับเรื่องจริง, เล่านิทานที่เกี่ยวข้อง, ให้เด็กแสดงบทบาทสมมติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น