ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมของแบนดูร่า (Bandura's Social Cognitive Learning Theory) เป็นทฤษฎีที่เสนอโดย อัลเบอร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา ผู้ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของกลุ่มปัญญาสังคม ทฤษฎีนี้มองว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ที่นำไปสู่พฤติกรรมนั้นเกิดจากผลร่วมระหว่างกระบวนการทางปัญญาของบุคคลกับสิ่งแวดล้อม
ข้อจำกัดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมที่แบนดูราพบ แบนดูราพบว่าทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (เช่น ของพาฟลอฟ, วัตสัน, และสกินเนอร์) มีข้อจำกัดหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในชีวิตจริงของมนุษย์:
- สถานการณ์จำกัด: ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมักศึกษาในสถานการณ์เฉพาะ คับแคบ ไม่สอดคล้องกับสภาพการเรียนรู้ในชีวิตจริง
- ห้องทดลอง: การศึกษาของกลุ่มพฤติกรรมนิยมส่วนใหญ่ทำในห้องทดลองที่จำกัด ไม่ได้กล่าวถึงการเรียนรู้เพื่อการแก้ปัญหาใหม่ของมนุษย์ในโลกกว้าง
- การเรียนรู้โดยตรงเท่านั้น: นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมมักพูดถึงการเรียนรู้จากการกระทำที่ได้รับผลโดยตรง (Direct Learning) และไม่ค่อยคำนึงถึงพฤติกรรมที่ผู้เรียนรู้จากการกระทำของผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ แบนดูราจึงได้ศึกษาการเรียนรู้ของมนุษย์ในสภาพธรรมชาติมากกว่าในห้องทดลอง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการสังเกต (Observational Learning)
พฤติกรรมการเรียนรู้จากการสังเกต (Observational Learning) แบนดูราเชื่อว่าการเรียนรู้จากการสังเกตเป็นพฤติกรรมที่อัลลอฮฺกำหนดให้มีอยู่ในทุกคนมาตั้งแต่แรกเริ่ม ตัวอย่างเช่น เรื่องราวในอัลกุรอานของบุตรชายอาดัมสองคนที่มีความอิจฉาริษยาจนนำไปสู่การฆ่ากัน คนพี่ได้บทเรียนจากการสังเกตกาตัวหนึ่งที่คุ้ยดินเพื่อกลบศพน้องชายของเขา ทำให้เขารู้ว่าควรจัดการกับศพอย่างไร อายะฮฺนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเกิดการเรียนรู้และสามารถแสดงพฤติกรรมจัดการศพได้จากการสังเกต
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม (Reciprocal Determinism) แบนดูรามองว่าการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลัก 3 ประการที่มีอิทธิพลซึ่งกันและกันแบบสองทาง เรียกว่า ปัจจัยกำหนดซึ่งกันและกัน (Reciprocal Determinism):
- บุคคล (P: Person): หมายถึงลักษณะภายในของบุคคล เช่น หน้าตา เพศ เชื้อชาติ ความคิด ความหวัง ความเชื่อ
- พฤติกรรม (B: Behavior): หมายถึงการกระทำต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมภายใน เช่น การตัดสินใจ
- สิ่งแวดล้อม (E: Environment): หมายถึงสิ่งแวดล้อมภายนอก (วัตถุ สภาพอากาศ) และสิ่งแวดล้อมภายใน (สิ่งแวดล้อมทางจิต กฎหมาย กฎเกณฑ์)
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้เป็นแบบสองทาง:
- P <---> B: ความคิด ความรู้สึก ความคาดหวัง และความเชื่อ จะกำหนดลักษณะและทิศทางของพฤติกรรม และในขณะเดียวกันการกระทำของบุคคลก็สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อได้
- E <---> P: ความเชื่อ ความคาดหวัง อารมณ์ และความสามารถทางปัญญาของบุคคลสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้จากอิทธิพลของสังคมและสิ่งแวดล้อม และในเวลาเดียวกัน บุคคลก็สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมได้
- B <---> E: พฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตัวอย่างเช่น เด็กนักเรียนที่เข้ามาในห้องเรียนที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อเฟื้อเกื้อกูล (E) จะเกิดความคิด (P) ที่จะเอื้อเฟื้อเพื่อน ทำให้เขามีพฤติกรรม (B) ที่เอื้อเฟื้อ และเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาพแวดล้อมของห้องนั้นเป็นเช่นเดิม
องค์ประกอบของการเรียนรู้จากการสังเกต แบนดูราเสนอว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้จำกัดเพียงการวางเงื่อนไขตามทฤษฎีพฤติกรรมนิยม แต่ยังรวมถึงการสังเกตแม่แบบแล้วเลียนแบบแม่แบบนั้นเป็นพฤติกรรมใหม่ องค์ประกอบของการเรียนรู้จากการสังเกตมี 3 ประการ:
- แม่แบบในรูปพฤติกรรมต่างๆ (Behavioral Model)
- ผลกรรมจากพฤติกรรมของแม่แบบที่แม่แบบได้รับ (Consequences of the Modeled Behavior)
- กระบวนการทางปัญญาของผู้เรียน (Learner's Cognitive Process)
1. แม่แบบ (Model) แม่แบบหรือต้นแบบ คือ ผู้ซึ่งมีลักษณะพฤติกรรมควรค่าแก่การเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่น อาจอยู่ในรูปของสัตว์อย่างในกรณีลูกของนบีอาดัม หน้าที่พื้นฐานของแม่แบบคือการถ่ายทอดสารสนเทศหรือความรู้แก่ผู้สังเกต
ประเภทของแม่แบบ มี 3 ประเภท:
- แม่แบบมีชีวิต (Live Model): ได้แก่ บุคคลในครอบครัว ครู เพื่อน หรือผู้คนทั่วไปที่ผู้สังเกตพบปะเป็นประจำ อัลลอฮฺได้บัญญัติว่าในเราะซูล (ศาสนทูต) ของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว
- แม่แบบสัญลักษณ์ (Symbolic Model): ได้แก่ สื่อต่างๆ เช่น รูปภาพ ภาพยนตร์ วิดีโอ โทรทัศน์ หนังสือ นวนิยาย หรือเรื่องเล่าต่างๆ อัลกุรอานได้ตรัสถึงเรื่องราวในอดีตเพื่อเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนสำหรับชนรุ่นหลัง
- แม่แบบในรูปแบบคำสอน (Verbal Description or Instruction): เป็นคำพูดหรือการบอกทางวาจา หรือคำสอนด้วยภาษาเขียน เช่น ชุดคู่มือการทำงาน คำอธิบายในการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ตัวอย่างเช่น อัลกุรอานตรัสถึงวิธีการอาบน้ำละหมาด
หน้าที่ของแม่แบบ:
- เป็นตัวชี้แนะพฤติกรรมแก่ผู้สังเกต
- ขัดขวางหรือส่งเสริมให้ผู้สังเกตปฏิบัติตามพฤติกรรม ขึ้นอยู่กับผลกรรมที่แม่แบบได้รับ
- เป็นสื่อถ่ายทอดวัฒนธรรม เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี การศึกษา และพฤติกรรมทางสังคม
2. ผลกรรมของพฤติกรรมแม่แบบ (Consequences of the Modeled Behavior) ผลกรรมที่แม่แบบได้รับมีผลอย่างมากต่อการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้สังเกต
- การได้รับการเสริมแรงของแม่แบบ (Reinforcement of the Model): เมื่อผู้สังเกตเห็นแม่แบบได้รับการเสริมแรง มีแนวโน้มสูงที่ผู้สังเกตจะเลียนแบบ ผลต่อผู้สังเกตมี 3 ด้าน คือ:
- เป็นสารสนเทศว่าพฤติกรรมนั้นสมควรทำตาม
- กระตุ้นให้ผู้สังเกตเกิดอารมณ์ที่อยากกระทำตาม
- เมื่อแม่แบบได้รับการเสริมแรงซ้ำๆ ผู้สังเกตจะรู้สึกถึงคุณค่าในพฤติกรรมนั้นและสามารถพยากรณ์ว่าพฤติกรรมนั้นจะเกิดกับตนเองในอนาคต
- การได้รับการลงโทษของแม่แบบ (Punishment of the Model): การที่แม่แบบได้รับการลงโทษเมื่อกระทำสิ่งใดลงไป ผู้สังเกตก็จะเรียนรู้เช่นกัน โดยมี 3 ผลลัพธ์:
- เป็นสารสนเทศว่าไม่ควรทำตามเพราะจะได้รับผลแบบเดียวกับแม่แบบ
- กระตุ้นให้ผู้สังเกตเกิดอารมณ์ไม่อยากกระทำตามที่แม่แบบได้รับโทษ
- พฤติกรรมนั้นก่อให้เกิดผลกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ฐานะของแม่แบบจะลดคุณค่าลง และผู้สังเกตมีแนวโน้มที่จะไม่กระทำพฤติกรรมนั้นในอนาคต
- ในอัลกุรอานมีการยกตัวอย่าง "บทเรียน" จากการลงโทษกลุ่มชนในอดีต เช่น ชาวนบีนูฮฺถูกน้ำท่วมใหญ่ ชาวอ๊าดถูกลมพายุ ฟิรเอาน์จมน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้มีปัญญา
3. กระบวนการทางปัญญาของผู้เรียน (Learner's Cognitive Process) แบนดูรากล่าวว่ากระบวนการทางปัญญาของการเรียนรู้เกิดขึ้นใน 4 ขั้นตอน:
- กระบวนการการตั้งใจ (Attentional Processes): ความตั้งใจหรือความใส่ใจของผู้เรียนมีบทบาทสำคัญ พฤติกรรมใหม่จะไม่เกิดขึ้นหากผู้เรียนไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ การตั้งใจขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแม่แบบ (เด่นชัด, น่าพึงพอใจ, ไม่ซับซ้อน, มีคุณค่า) และลักษณะของผู้สังเกต (การรับรู้, การตื่นตัว, ความชื่นชอบแม่แบบ, ทักษะการสังเกต, ความสามารถทางปัญญา)
- กระบวนการเก็บจำ (Retention Processes): การจดจำสิ่งที่เห็นจากแม่แบบในรูปของจินตนาการ (Visual Image) หรือสัญลักษณ์/ภาษา การจดจำจะดีขึ้นหากได้เห็นหลายครั้งหรือมีการฝึกฝน ทบทวนในใจ
- กระบวนการการกระทำ (Production Processes): เมื่อผู้เรียนได้สังเกตและจดจำแล้ว จะนำสัญลักษณ์ที่เก็บจำนั้นมากระทำจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับการได้รับข้อมูลย้อนกลับ ความสามารถทางกาย ทักษะในพฤติกรรมย่อย และความมั่นใจในตนเอง (Self-Efficacy)
- กระบวนการจูงใจ (Motivational Processes): แบนดูราแยกความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้กับผลงาน บางครั้งเรียนรู้แล้วแต่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกเป็นผลงาน การจะแสดงออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจหรือสิ่งล่อใจ
การรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) คือ ความรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองว่าจะสามารถทำในสิ่งที่ตั้งใจได้สำเร็จ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองมี 4 ประการ:
- การแสดงบทบาทตามแม่แบบได้สำเร็จ: เมื่อเลียนแบบแล้วทำได้สำเร็จ จะเกิดความเชื่อมั่นทันที
- ประสบการณ์ส่วนบุคคล: เคยทำสิ่งคล้ายกันสำเร็จ หรือเห็นคนอื่นทำได้
- การพูดชักจูงให้เชื่อ: ได้รับกำลังใจและคำพูดที่ทำให้เชื่อในความสามารถของตนเอง
- ภาวะทางสรีระ: เมื่อเหนื่อยล้าหรือเครียด ความรู้สึกในความสามารถของตนเองจะเป็นลบ
ครูในฐานะแม่แบบแก่นักเรียน ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามศาสนา อัลลอฮฺได้ตรัสว่าในเราะซูล (ศาสนทูต) มีแบบฉบับอันดีงาม สำหรับครูที่ไม่ปฏิบัติตามที่สอนถือเป็นความผิดร้ายแรงในอิสลาม
แนวทางสำหรับครูในการเป็นแม่แบบทางวิชาการ:
- เสนอตัวอย่างมากๆ ที่หลากหลายและสอดคล้องกับกฎหรือหลักการ
- พูดไปพร้อมกับการกระทำหรือการแก้ปัญหา
- นำเสนอหลักการหรือกฎปฏิบัติในรูปของภาษาด้วย
- แสดงความกระตือรือร้นและสนใจในวิชาที่สอน
- อ่านหนังสือประกอบเนื้อหาให้นักเรียนเห็น
- หมั่นเข้าห้องสมุดและมีผลงานทางวิชาการ
- แสดงความเป็นคนช่างคิดและแก้ปัญหาอย่างมีระบบ
มีบทเรียนจากท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) ที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งการที่ท่านนบีแสดงการกระทำให้ดู (เชือดสัตว์ โกนผม ออกจากพิธีฮัจญ์) ก็ทำให้บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ตอนแรกไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน ยอมทำตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น