4.3. พัฒนาการด้านต่างๆ ของมนุษย์: ด้านอารมณ์

 


        พัฒนาการด้านอารมณ์เป็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามช่วงวัยของมนุษย์ ซึ่งทฤษฎีอารมณ์ของเจมส์-แลนจ์ (James-Lange) อธิบายว่า บุคคลจะรู้สึกถึงอารมณ์ก็ต่อเมื่อเกิดการกระตุ้นจากสิ่งเร้าและอวัยวะภายในก่อน แล้วจึงเกิดการตีความ

พัฒนาการด้านอารมณ์ในแต่ละช่วงวัยมีดังนี้:

  • แรกเกิด - 2 ปี

    • อารมณ์ทั่วไปที่สามารถรับรู้ได้คือ อารมณ์ไม่พึงพอใจและไม่รับรู้สิ่งเร้า เช่น ทารกหิวน้ำอาจไม่สบาย อิ่มอยู่สบาย
    • ทารกแสดงอารมณ์โกรธได้ เช่น ดิ้น ร้องกรี๊ด เตะ ถีบ และขว้างปาสิ่งของ
    • เด็กจะมีการกระตุ้นความรัก การรักเล่นเสียง พ่อ-แม่ และญาติที่ใกล้ชิด
  • วัยเด็ก

    • 1-10 ปี: บุคคลจะเกิดอารมณ์ไม่พอใจและไม่รับรู้สิ่งเร้าเมื่อพบสิ่งเร้าที่ไม่ดี เช่น หิว (ไม่อยากอาหาร) ร้อน หรือหนาว
    • วัยเด็ก 6-12 ปี:
      • มีการแสดงอารมณ์โกรธโดยการทำนิ่ง ไม่พูดจา หรือไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับคำสั่งผู้ใหญ่ แต่จะชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
      • จะพอใจที่จะได้รับความรักจากคำชมเชย และความสำเร็จ
      • อารมณ์กลัวจะลดน้อยลง
  • วัยรุ่น

    • อารมณ์พอใจ-ร่าเริง จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนที่ดี ไปไหนไปไหน ร่วมทุกข์ร่วมสุขได้เสมอ
    • 13-18 ปี: มักจะเกิดอารมณ์โกรธ และแสดงพฤติกรรมในลักษณะก้าวร้าว (Aggressive) เช่น หน้าบึ้ง เงียบ หรือมองข้าม
    • จะเรียนรู้อารมณ์รักที่รุนแรงมากขึ้น
    • อารมณ์กลัวจะลดน้อยลง เนื่องจากมีประสบการณ์มากขึ้น
  • วัยผู้ใหญ่

    • 40-60 ปี: อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้น และมีความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิตและครอบครัวเพื่อสร้างความมั่นคง
    • อารมณ์โกรธ ที่แสดงออกจะลดน้อยลงตามวุฒิภาวะ มีเหตุผลในการตอบสนองสิ่งเร้าต่างๆ
    • บุคคลยังคงมีอารมณ์รักในบุตร-หลาน
  • วัยชรา

    • 70 ปีขึ้นไป: อารมณ์จะคงที่เสมอ เช่น อารมณ์หงุดหงิด ไม่พอใจ หรืออาการขี้บ่น
    • ความสามารถในการรักษาอารมณ์โกรธ และการรับรู้การแสดงออกของอารมณ์โกรธได้ดีขึ้น
    • อารมณ์รัก จะเกิดขึ้นในคนที่เคยอยู่ด้วยกัน
    • อารมณ์กลัวจะลดลง
    • โดยรวมแล้ว อารมณ์บวก และ อารมณ์ลบ มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น
    • ความจำจะเสื่อมลง แต่ในวัยผู้ใหญ่นั้น ความจำดี

        พัฒนาการด้านอารมณ์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละช่วงวัย จากการศึกษาพบว่า ในวัยเด็ก อารมณ์จะเป็นแบบพื้นฐานและตรงไปตรงมา เช่น ความสุข ความโกรธ และความกลัว โดยเด็กจะแสดงออกอย่างชัดเจนและไม่มีการปกปิด ในวัยรุ่น อารมณ์จะมีความรุนแรงและผันผวนมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและการค้นหาตัวตน ทำให้มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ในวัยผู้ใหญ่ จะมีการควบคุมอารมณ์ที่ดีขึ้น มีเหตุผลในการตอบสนอง และสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในวัยชรา อารมณ์จะมีความคงที่มากขึ้น แต่อาจมีอารมณ์เฉพาะบางอย่างที่เด่นชัด เช่น ความหงุดหงิดหรือความผูกพันกับคนใกล้ชิด

        การเข้าใจพัฒนาการด้านอารมณ์ช่วยให้เราสามารถปรับตัวและดูแลสุขภาพจิตของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างความเข้าใจและความอดทนต่อพฤติกรรมของคนในช่วงวัยต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น


ตัวอย่างบทบาทของครูในแต่ละช่วงวัยตามพัฒนาการด้านอารมณ์

ช่วงวัยลักษณะอารมณ์เด่นบทบาทของครู
แรกเกิด - 2 ปีแสดงอารมณ์พื้นฐาน เช่น หิว โกรธ ร้องไห้- สร้างความรู้สึกปลอดภัย
- ตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างรวดเร็ว
- ใช้เสียงและสัมผัสเพื่อสร้างความผูกพัน
วัยเด็ก (3-10 ปี)อารมณ์ตรงไปตรงมา เช่น โกรธ กลัว พอใจ- สอนการระบุและเรียกชื่ออารมณ์
- ใช้กิจกรรมสร้างความเข้าใจเรื่องอารมณ์
- สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมั่นคง
วัยเด็กโต (6-12 ปี)เริ่มควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น แต่ยังมีความผันผวน- ส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
- ใช้คำชมเชยเพื่อสร้างแรงจูงใจ
- สอนการจัดการอารมณ์ผ่านกิจกรรมกลุ่ม
วัยรุ่น (13-18 ปี)อารมณ์รุนแรงและซับซ้อน เช่น ความรัก ความโกรธ- เป็นผู้ฟังที่ดีและไม่ตัดสิน
- สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก
- ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการเข้าใจตนเอง
วัยผู้ใหญ่ (40-60 ปี)อารมณ์มั่นคง มีเหตุผล- ใช้การสื่อสารแบบร่วมมือ
- สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- สร้างกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต
วัยชรา (70 ปีขึ้นไป)อารมณ์คงที่ แต่มีความหงุดหงิดหรือผูกพัน- สร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมความทรงจำ
- เคารพและให้คุณค่าในประสบการณ์ชีวิต
- สนับสนุนการมีส่วนร่วมในชุมชน

แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามพัฒนาการด้านอารมณ์

  • ใช้ กิจกรรมสะท้อนอารมณ์ เช่น วาดภาพ เล่าเรื่อง หรือบทบาทสมมุติ

  • สร้าง พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ เพื่อให้นักเรียนกล้าแสดงออก

  • ส่งเสริม การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (SEL) เพื่อพัฒนาทักษะการเข้าใจตนเองและผู้อื่น

  • ปรับ วิธีการสื่อสาร ให้เหมาะสมกับวัย เช่น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายในเด็กเล็ก และเปิดโอกาสให้วัยรุ่นแสดงความคิด


ตัวอย่างการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (SEL) ในชั้นเรียน

สมรรถนะ SELความหมายตัวอย่างกิจกรรมในชั้นเรียน
1. การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness)เข้าใจอารมณ์ ความคิด จุดแข็ง-จุดอ่อนของตนเอง- เขียนไดอารี่สะท้อนอารมณ์
- วงสนทนา “วันนี้ฉันรู้สึกอย่างไร”
2. การบริหารจัดการตนเอง (Self-management)ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ- ฝึกหายใจลึกเมื่อโกรธ
- ตั้งเป้าหมายรายสัปดาห์และประเมินผล
3. การตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness)เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น- เล่นบทบาทสมมติ “ถ้าเราเป็นเขา…”
- กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
4. ทักษะด้านความสัมพันธ์ (Relationship skills)สร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี- เกมสร้างทีม
- ฝึกการสื่อสารเชิงบวกและการแก้ปัญหาร่วมกัน
5. การตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible decision-making)ตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบและคุณธรรม- วิเคราะห์สถานการณ์จำลอง
- ถกประเด็นจริยธรรมในชีวิตประจำวัน

จุดเน้นสำหรับครู

  • ใช้กิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสะท้อนตนเอง

  • สร้างบรรยากาศปลอดภัยทางอารมณ์

  • เชื่อมโยง SEL กับเนื้อหาวิชาหลัก เช่น ภาษา ศิลปะ หรือสังคมศึกษา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...