2.2.1. กลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism)

        

Wilhelm Max Wundt
 

        กลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) เกิดขึ้นในบริบทที่ผู้คนเริ่มต้องการทำให้ “จิตวิทยา” กลายเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน แทนการพึ่งพาเพียงแค่ปรัชญาและความคิดเชิงนามธรรมแบบเดิม ๆ  

        จิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิตนี้เกิดขึ้นในประเทศเยอมัน เมื่อ ค..1879 มีรากฐานของแนวความคิดเบื้องต้นจากแนวความคิดของนักปราชญ์คนสำคัญหลายคน เช่น

1) คำอธิบายของ Plato (427-347 B.C) ที่ว่ามนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ ตรงที่มนุษย์ประกอบด้วย จิต(Mind) ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้าง แนวความคิด(Idea)

2) แนวความคิดของ Aristotle (384-322 B.C) ในเรื่อง ชีวิตจิตใจ(Mental Life)

3) คำอธิบายของ Rene Descartes (1596-1650) เรื่องความสัมพันธ์ของ ร่างกาย (Body) กับ จิตใจ(Mind) มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยร่างกายและจิต ทั้งสองส่วนนี้ทำงานเกี่ยวข้องกัน จิตสร้างภาพพจน์จากการทำงานของร่างกาย และร่างกายทำงานตามแนวความคิดที่เกิดขึ้นในจิต   

        นักจิตวิทยาที่ยกย่องกันว่าเป็นผู้นำของกลุ่ม Structuralism นี้ ได้แก่ Wilhelm Max Wundt (1832-1920) และ Edward B. Titchener (1807-1887) โดยที่วุ้นท์มีความเชื่อว่า จิตของมนุษย์คือ ความรู้ตัว (Consciousness) ความรู้ตัวสามารถสังเกตโดยเจ้าตัวเป็นผู้รู้โดยวิธีสังเกตภายใน หรือการตรวจสอบทางจิตของตนเอง การใช้วิธีนี้เป็นการมองตนเอง หรือ การเพ่งพินิจภายใน (Introspection) คือการพิจารณาความรู้สึก ความคิดของตนเอง มองความรู้ตัวของตนเอง ความรู้ตัวของมนุษย์สามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ วัตถุประสงค์ประการแรกของวุ้นท์ในการสังเกตความรู้ตัวของตนเองคือ การแยกองค์ประกอบของความรู้ตัวไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นที่ไม่สามารถแยกออกไปได้อีก องค์ประกอบที่ไม่สามารถแยกไปอีกคือเป็นธาตุ(Easement) วุ้นท์พยายามค้นหากฎเกณฑ์ของการรวมธาตุเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นความรู้ตัว อุปมาเหมือนการวิเคราะห์ธาตุทางเคมี
        วิธีการสังเกตภายในของวุนท์ เป็นกระบวนการที่ผู้ทดลองตรวจสอบประสบการณ์ของตัวเองและรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิกิริยาภายในจิตใจว่ารู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่มากระตุ้นทางประสาทสัมผัส        
        จิตวิทยาของวุนท์ในเวลาต่อมาถูกเรียกว่า จิตวิทยาโครงสร้าง (Structural Psychology) โดยมีเป้าหมายในการค้นหาธาตุและกฎเกณฑ์ในการรวมธาตุเหล่านี้เป็นโครงสร้างของจิต แนวคิดหลักคือ จิตประกอบด้วยองค์ประกอบพิเศษต่างๆ ที่แยกออกจากกันได้ โดยเปรียบเหมือนสารประกอบทางเคมี ส่วนประกอบของจิตมีลักษณะเป็นหน่วยเล็กที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก เรียกว่า จิตธาตุ (Mental Element) ซึ่งเดิมทีถูกจำแนกเป็น 2 ชนิด คือ ความรู้สึก และการรู้สึกสัมผัส ต่อมา ทิชเนอร์ นักจิตวิทยาสำคัญของกลุ่มนี้ ได้เพิ่มจิตธาตุเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ความรู้สึกสัมผัส (Sensation) เกิดจากการเร้าภายนอกและนำมาซึ่งความรู้สึกในรูปแบบต่าง ๆ

2. ความรู้สึก (Feeling) เป็นอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการถูกเร้า ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

3. มโนภาพ (Image) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากจิตใจ เช่น การนึกถึงภาพทะเลที่เคยเห็นในอดีต

จิตวิทยาโครงสร้าง

จิตวิทยาโครงสร้าง (Structural Psychology)

จิตวิทยาของวุนด์ในเวลาต่อมาเรียกว่า จิตวิทยาโครงสร้าง เพราะมีจุดมุ่งหมายในการค้นหาธาตุและกฎเกณฑ์การรวมธาตุเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นโครงสร้างของจิต

แนวความคิดหลักคือ จิตเป็นโครงสร้างขององค์ประกอบพิเศษต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน คล้ายสารประกอบทางเคมี โดยเชื่อว่าจิตมีองค์ประกอบที่เล็กที่สุด เรียกว่า จิตธาตุ (Mental Element) ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีก

วุนด์ได้จำแนกจิตธาตุเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ความรู้สึก และ การรู้สึกสัมผัส ต่อมา ทิชเนอร์ นักจิตวิทยาคนสำคัญอีกคนในกลุ่มนี้ได้ขยายเป็น 3 ชนิด คือ ความรู้สึก, การรู้สึกสัมผัส, และ ภาพจำ

ภาพของ Wilhelm Wundt

วุนท์และนักจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างนิยมได้เสนอทฤษฎีว่าการสังเกตภายในหรือการตรวจสอบทางจิตเป็นวิธีการที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ โดยมีคุณสมบัติสำคัญสองประการที่สอดคล้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่

1) ความเชื่อมั่น หากทำการสังเกตซ้ำภายใต้เงื่อนไขเดิมจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม ซึ่งความเชื่อมั่นนี้สามารถรับรู้ได้เฉพาะตัวบุคคลเอง คนอื่นไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้

2) ความเที่ยงตรง หากให้หลายคนทำการสังเกตภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันทุกครั้ง


สรุปแนวทัศนะของวุ้นท์และกลุ่มโครงสร้างนิยม

1) จิตวิทยาของวุนท์เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากวุนท์พยายามศึกษาจิตโดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และได้ตั้งห้องทดลองเป็นคนแรก ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งจิตวิทยา”

2) ต่อมา ความนิยมในแนวคิดนี้ได้ลดลง เนื่องจากวิธีการสังเกตภายในของแต่ละคนให้ผลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ขาดความเที่ยงตรงและไม่สามารถยืนยันได้ว่าความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ วิธีสังเกตภายในจึงไม่ถือว่าเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ

3) วิธีการศึกษาของวุนท์จำเป็นต้องใช้นักสังเกตที่มีความรู้ด้านภาษาอย่างดีและมีจิตใจปกติ ซึ่งทำให้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ปกติเท่านั้น การวัดความรู้ตัวของเด็กและผู้ที่มีปัญหาจิตใจไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีนี้

4) สาระสำคัญของจิตคือความรู้ตัว ซึ่งมีการโต้แย้งกันมาก เพราะมนุษย์ไม่สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจิตของตนเองได้ มีความรู้สึกและความคิดจำนวนมากที่เจ้าตัวไม่สามารถรับรู้ได้ และอาจมีจิตไร้สำนึกปะปนอยู่ ดังที่กล่าวถึงในจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์

5) แนวคิดของกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากการทดลองด้านสรีระและปรัชญาที่มุ่งเน้นเรื่องจิตรู้สำนึก แม้ว่าแนวคิดและการค้นพบของนักจิตวิทยากลุ่มนี้จะไม่สอดคล้องกับนักจิตวิทยาบางกลุ่มในปัจจุบัน และวิธีการศึกษายังจำกัดอยู่ในเรื่องจิตรู้สำนึก ความจำ และการรับรู้ แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นและเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักจิตวิทยายุคใหม่สามารถศึกษาต่อไปได้ เช่น ความจำที่นักจิตวิทยาได้ศึกษาต่อเนื่องอีก 50 ปี คำว่า “จิตรู้สำนึก” ซึ่งเดิมใช้คำว่า “Consciousness” ปัจจุบันนักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “Cognition” แทน


อิทธิพลหรือบทบาทสำคัญของจิตวิทยากลุ่ม Structuralism มีต่อการศึกษา

1. ความเชื่อเกี่ยวกับองค์ประกอบของบุคคล นักการศึกษายอมรับว่าบุคคลประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ โดยจิตใจยังสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ เช่น การคิด ความจำ ความรักสวยรักงาม เป็นต้น

2. การยอมรับวิธีการที่แยกจิตออกมาเพื่อฝึกเป็นส่วน ๆ เช่น หากต้องการพัฒนาความจำ ก็ให้ฝึกท่องจำ หากต้องการพัฒนาความคิด ก็ให้ฝึกฝนคณิตศาสตร์ เป็นต้น


บทบาทสำคัญของจิตวิทยากลุ่ม Structuralism มีต่อการเรียนการสอน

ด้านอิทธิพลที่เกิดขึ้น
1. การวิเคราะห์องค์ประกอบของความรู้

ส่งเสริมให้ครูแยกเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย เช่น แนวคิดหลัก คำศัพท์สำคัญ และโครงสร้างของบทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทีละขั้นตอน

2. การใช้วิธีการสำรวจตนเอง (Introspection)

แม้จะไม่ใช้โดยตรงในห้องเรียน แต่แนวคิดนี้กระตุ้นให้ครูสนใจ “ประสบการณ์ภายใน” ของผู้เรียน เช่น ความรู้สึก ความเข้าใจ และการรับรู้

3. การออกแบบหลักสูตรแบบมีโครงสร้าง

แนวคิดของ Structuralism ช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีลำดับขั้นตอนชัดเจน เช่น จากง่ายไปยาก หรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์

4. การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์

การแยกแยะองค์ประกอบของจิตใจและพฤติกรรมช่วยให้ผู้เรียนฝึกคิดอย่างมีระบบ และสามารถอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างมีเหตุผล

5. การวางรากฐานให้กับแนวคิดการเรียนรู้ในยุคต่อมาเช่น Functionalism และ Cognitive Psychology ที่เน้นการทำงานของจิตใจและการเรียนรู้ ซึ่งล้วนต่อยอดจากแนวคิดโครงสร้างของจิต


        แม้ว่า Structuralism จะไม่ใช่แนวทางหลักในยุคปัจจุบัน แต่ก็เป็น “รากฐานทางความคิด” ที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีความเป็นระบบ และเปิดทางให้เกิดการพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

การปรับใช้แนวคิด Structuralism ในการเรียนการสอน

วิธีการปรับใช้

รายละเอียด

1. การแบ่งเนื้อหาเป็นองค์ประกอบย่อย

ครูสามารถแยกบทเรียนออกเป็นส่วนย่อย เช่น แนวคิดหลัก คำศัพท์สำคัญ และโครงสร้างของเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทีละขั้นตอน

2. การสอนแบบมีลำดับขั้นตอน

ใช้แนวทางจาก Structuralism ในการจัดลำดับการเรียนรู้จากง่ายไปยาก หรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์

3. การฝึกวิเคราะห์โครงสร้างของความรู้

ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกแยกแยะองค์ประกอบของแนวคิด เช่น การจำแนกประเภทของข้อมูล หรือการวิเคราะห์โครงสร้างของบทความ

4. การใช้แบบฝึกหัดที่เน้นการแยกองค์ประกอบ

เช่น การให้ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อความหรือสถานการณ์ แล้วแยกออกเป็น “ความรู้สึก”, “การรับรู้”, และ “ภาพจำ” ตามแนวคิดจิตธาตุ

5. การประเมินผลแบบวิเคราะห์โครงสร้าง

ใช้แบบทดสอบที่วัดความสามารถในการเข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา เช่น การจับคู่แนวคิดกับองค์ประกอบ หรือการจัดลำดับความคิดอย่างมีเหตุผล

        การนำ Structuralism มาใช้ในการเรียนการสอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ได้อย่างมีระบบ


13 ความคิดเห็น:

  1. ให้ทุกคน แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเนื้อหาที่เขียนไว้ข้างบน เช่นเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือจะไปปรับใช้ในชีวิตหรือในความเป็นครูอย่างไร

    ตอบลบ
  2. วัง
    ______________________________________
    ความคิดเห็นของผมคือ เห็นด้วยกับแนวคิด Structuralism เพราะมันช่วยให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นระบบมากขึ้น
    ถ้าเอามาปรับใช้ในการสอน ก็จะค่อย ๆ แยกเนื้อหาให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้น ทีละขั้นตอน
    บางทีเวลาเราสอน ถ้าเราจัดเนื้อหาเป็นส่วน ๆ ชัดเจน เด็กจะตามได้ทัน
    แล้วเราก็จะรู้ด้วยว่าเขาไม่เข้าใจตรงไหน จะได้ช่วยถูกจุดครับ
    __________________________________5003

    ตอบลบ
  3. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  4. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  5. ตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้วเห็นด้วยค่ะกับแนวคิดโครงสร้างของจิต เพราะช่วยให้เราเข้าใจจิตใจเป็นระบบมากขึ้น และถ้านำมาปรับใช้กับการสอน ก็จะแบ่งเนื้อหาเป็นขั้นตอนเล็กๆ ทีละบทเรียน ให้เด็กค่อยๆ เข้าใจเป็นลำดับ และยังเห็นความแตกต่างของจิตแต่ละคนด้วยค่ะ.

    ตอบลบ
  6. เห็นด้วยค่ะ เพราะทำให้การสอนมีระบบ ขั้นตอน และเข้าใจง่ายขึ้น แต่สำหรับเด็กปฐมวัยเราไม่ควรใช้การท่องจำอย่างเดียวค่ะ ควรปรับเป็นกิจกรรม การเล่น และประสบการณ์จริงให้เหมาะกับเด็กค่ะ

    ( 7026 )

    ตอบลบ
  7. เห็นด้วยคะ เพราะถึงแม้วิธีการตรวจสอบภายใน (Introspection) จะถูกวิจารณ์ว่าขาดความเที่ยงตรง แต่ก็ถือว่าเป็นความพยายามครั้งแรกในการทำให้ “การศึกษาจิตใจ” มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

    ตอบลบ
  8. เห็นด้วยค่ะ เพราะการนำแนวคิดมาปรับใช้ในการเรียนการสอนช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีความเป็นระบบ เนื้อหาถูกแยกย่อยเป็นขั้นตอน ทำให้นักเรียนเข้าใจง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

    ตอบลบ
  9. เห็นด้วยค่ะ เพราะช่วยให้การสอนมีความเป็นระบบมากขึ้น อย่างการแบ่งเนื้อหาเป็นส่วน ๆ แล้วสอนจากง่ายไปยาก ทำให้เด็กเข้าใจได้ทีละขั้นตอน แต่หนูก็คิดว่าวิธีสังเกตภายในอาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน เลยอาจใช้จริงในห้องเรียนยากค่ะ

    ตอบลบ
  10. เห็นด้วยค่ะ เพราะเป็นรากฐานทางความคิดที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีความเป็นระบบมากขึ้น มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เช่น การสอนจากง่ายไปยากหรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์ แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการสังเกตภายใน เพราะผลที่ออกมาไม่ตรงกันและยืนยันไม่ได้ว่าความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นตรงกับความเป็นจริงไหม และวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้ทุกคนด้วยค่ะ

    ตอบลบ
  11. เห็นด้วยค่ะ แนวคิดกลุ่มโครงสร้างของจิตเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการศึกษาทางจิตวิทยา เพราะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของจิตใจมนุษย์อย่างเป็นระบบ แม้วิธีการจะมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดทางจิตวิทยาอื่น ๆ พัฒนาต่อมาได้ (4002)

    ตอบลบ
  12. หนูเห็นด้วยค่ะ โดยเฉพาะในแง่ที่แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ "องค์ประกอบพื้นฐานของจิต" ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางด้านความคิด ความรู้สึก และจินตนาการของเด็กปฐมวัยได้ (7005)

    ตอบลบ

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...