| Wilhelm Max Wundt |
กลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) เกิดขึ้นในบริบทที่ผู้คนเริ่มต้องการทำให้ “จิตวิทยา” กลายเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน แทนการพึ่งพาเพียงแค่ปรัชญาและความคิดเชิงนามธรรมแบบเดิม ๆ
จิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิตนี้เกิดขึ้นในประเทศเยอมัน เมื่อ ค.ศ.1879 มีรากฐานของแนวความคิดเบื้องต้นจากแนวความคิดของนักปราชญ์คนสำคัญหลายคน เช่น
1) คำอธิบายของ Plato (427-347 B.C) ที่ว่ามนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ ตรงที่มนุษย์ประกอบด้วย จิต(Mind) ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้าง แนวความคิด(Idea)
2) แนวความคิดของ Aristotle (384-322 B.C) ในเรื่อง ชีวิตจิตใจ(Mental Life)
3) คำอธิบายของ Rene Descartes (1596-1650) เรื่องความสัมพันธ์ของ ร่างกาย (Body) กับ จิตใจ(Mind) มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยร่างกายและจิต ทั้งสองส่วนนี้ทำงานเกี่ยวข้องกัน จิตสร้างภาพพจน์จากการทำงานของร่างกาย และร่างกายทำงานตามแนวความคิดที่เกิดขึ้นในจิต
นักจิตวิทยาที่ยกย่องกันว่าเป็นผู้นำของกลุ่ม Structuralism นี้ ได้แก่ Wilhelm Max Wundt (1832-1920) และ Edward B. Titchener (1807-1887) โดยที่วุ้นท์มีความเชื่อว่า จิตของมนุษย์คือ ความรู้ตัว (Consciousness) ความรู้ตัวสามารถสังเกตโดยเจ้าตัวเป็นผู้รู้โดยวิธีสังเกตภายใน หรือการตรวจสอบทางจิตของตนเอง การใช้วิธีนี้เป็นการมองตนเอง หรือ การเพ่งพินิจภายใน (Introspection) คือการพิจารณาความรู้สึก ความคิดของตนเอง มองความรู้ตัวของตนเอง ความรู้ตัวของมนุษย์สามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ วัตถุประสงค์ประการแรกของวุ้นท์ในการสังเกตความรู้ตัวของตนเองคือ การแยกองค์ประกอบของความรู้ตัวไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นที่ไม่สามารถแยกออกไปได้อีก องค์ประกอบที่ไม่สามารถแยกไปอีกคือเป็นธาตุ(Easement) วุ้นท์พยายามค้นหากฎเกณฑ์ของการรวมธาตุเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นความรู้ตัว อุปมาเหมือนการวิเคราะห์ธาตุทางเคมี1. ความรู้สึกสัมผัส (Sensation) เกิดจากการเร้าภายนอกและนำมาซึ่งความรู้สึกในรูปแบบต่าง ๆ
2. ความรู้สึก (Feeling) เป็นอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการถูกเร้า ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
3. มโนภาพ (Image) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากจิตใจ เช่น การนึกถึงภาพทะเลที่เคยเห็นในอดีต
จิตวิทยาโครงสร้าง (Structural Psychology)
จิตวิทยาของวุนด์ในเวลาต่อมาเรียกว่า จิตวิทยาโครงสร้าง เพราะมีจุดมุ่งหมายในการค้นหาธาตุและกฎเกณฑ์การรวมธาตุเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นโครงสร้างของจิต
แนวความคิดหลักคือ จิตเป็นโครงสร้างขององค์ประกอบพิเศษต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน คล้ายสารประกอบทางเคมี โดยเชื่อว่าจิตมีองค์ประกอบที่เล็กที่สุด เรียกว่า จิตธาตุ (Mental Element) ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีก
วุนด์ได้จำแนกจิตธาตุเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ความรู้สึก และ การรู้สึกสัมผัส ต่อมา ทิชเนอร์ นักจิตวิทยาคนสำคัญอีกคนในกลุ่มนี้ได้ขยายเป็น 3 ชนิด คือ ความรู้สึก, การรู้สึกสัมผัส, และ ภาพจำ
วุนท์และนักจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างนิยมได้เสนอทฤษฎีว่าการสังเกตภายในหรือการตรวจสอบทางจิตเป็นวิธีการที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ โดยมีคุณสมบัติสำคัญสองประการที่สอดคล้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่
1) ความเชื่อมั่น หากทำการสังเกตซ้ำภายใต้เงื่อนไขเดิมจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม ซึ่งความเชื่อมั่นนี้สามารถรับรู้ได้เฉพาะตัวบุคคลเอง คนอื่นไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้
2) ความเที่ยงตรง หากให้หลายคนทำการสังเกตภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันทุกครั้ง
สรุปแนวทัศนะของวุ้นท์และกลุ่มโครงสร้างนิยม
1) จิตวิทยาของวุนท์เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากวุนท์พยายามศึกษาจิตโดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และได้ตั้งห้องทดลองเป็นคนแรก ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งจิตวิทยา”
2) ต่อมา ความนิยมในแนวคิดนี้ได้ลดลง เนื่องจากวิธีการสังเกตภายในของแต่ละคนให้ผลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ขาดความเที่ยงตรงและไม่สามารถยืนยันได้ว่าความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ วิธีสังเกตภายในจึงไม่ถือว่าเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ
3) วิธีการศึกษาของวุนท์จำเป็นต้องใช้นักสังเกตที่มีความรู้ด้านภาษาอย่างดีและมีจิตใจปกติ ซึ่งทำให้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ปกติเท่านั้น การวัดความรู้ตัวของเด็กและผู้ที่มีปัญหาจิตใจไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีนี้
4) สาระสำคัญของจิตคือความรู้ตัว ซึ่งมีการโต้แย้งกันมาก เพราะมนุษย์ไม่สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจิตของตนเองได้ มีความรู้สึกและความคิดจำนวนมากที่เจ้าตัวไม่สามารถรับรู้ได้ และอาจมีจิตไร้สำนึกปะปนอยู่ ดังที่กล่าวถึงในจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์
5) แนวคิดของกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากการทดลองด้านสรีระและปรัชญาที่มุ่งเน้นเรื่องจิตรู้สำนึก แม้ว่าแนวคิดและการค้นพบของนักจิตวิทยากลุ่มนี้จะไม่สอดคล้องกับนักจิตวิทยาบางกลุ่มในปัจจุบัน และวิธีการศึกษายังจำกัดอยู่ในเรื่องจิตรู้สำนึก ความจำ และการรับรู้ แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นและเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักจิตวิทยายุคใหม่สามารถศึกษาต่อไปได้ เช่น ความจำที่นักจิตวิทยาได้ศึกษาต่อเนื่องอีก 50 ปี คำว่า “จิตรู้สำนึก” ซึ่งเดิมใช้คำว่า “Consciousness” ปัจจุบันนักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “Cognition” แทน
อิทธิพลหรือบทบาทสำคัญของจิตวิทยากลุ่ม Structuralism มีต่อการศึกษา
1. ความเชื่อเกี่ยวกับองค์ประกอบของบุคคล นักการศึกษายอมรับว่าบุคคลประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ โดยจิตใจยังสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ เช่น การคิด ความจำ ความรักสวยรักงาม เป็นต้น
2. การยอมรับวิธีการที่แยกจิตออกมาเพื่อฝึกเป็นส่วน ๆ เช่น หากต้องการพัฒนาความจำ ก็ให้ฝึกท่องจำ หากต้องการพัฒนาความคิด ก็ให้ฝึกฝนคณิตศาสตร์ เป็นต้น
| ด้าน | อิทธิพลที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| 1. การวิเคราะห์องค์ประกอบของความรู้ | ส่งเสริมให้ครูแยกเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย เช่น แนวคิดหลัก คำศัพท์สำคัญ และโครงสร้างของบทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทีละขั้นตอน |
| 2. การใช้วิธีการสำรวจตนเอง (Introspection) | แม้จะไม่ใช้โดยตรงในห้องเรียน แต่แนวคิดนี้กระตุ้นให้ครูสนใจ “ประสบการณ์ภายใน” ของผู้เรียน เช่น ความรู้สึก ความเข้าใจ และการรับรู้ |
| 3. การออกแบบหลักสูตรแบบมีโครงสร้าง | แนวคิดของ Structuralism ช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีลำดับขั้นตอนชัดเจน เช่น จากง่ายไปยาก หรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์ |
| 4. การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ | การแยกแยะองค์ประกอบของจิตใจและพฤติกรรมช่วยให้ผู้เรียนฝึกคิดอย่างมีระบบ และสามารถอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างมีเหตุผล |
| 5. การวางรากฐานให้กับแนวคิดการเรียนรู้ในยุคต่อมา | เช่น Functionalism และ Cognitive Psychology ที่เน้นการทำงานของจิตใจและการเรียนรู้ ซึ่งล้วนต่อยอดจากแนวคิดโครงสร้างของจิต |
| วิธีการปรับใช้ | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. การแบ่งเนื้อหาเป็นองค์ประกอบย่อย | ครูสามารถแยกบทเรียนออกเป็นส่วนย่อย เช่น แนวคิดหลัก คำศัพท์สำคัญ และโครงสร้างของเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทีละขั้นตอน |
| 2. การสอนแบบมีลำดับขั้นตอน | ใช้แนวทางจาก Structuralism ในการจัดลำดับการเรียนรู้จากง่ายไปยาก หรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์ |
| 3. การฝึกวิเคราะห์โครงสร้างของความรู้ | ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกแยกแยะองค์ประกอบของแนวคิด เช่น การจำแนกประเภทของข้อมูล หรือการวิเคราะห์โครงสร้างของบทความ |
| 4. การใช้แบบฝึกหัดที่เน้นการแยกองค์ประกอบ | เช่น การให้ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อความหรือสถานการณ์ แล้วแยกออกเป็น “ความรู้สึก”, “การรับรู้”, และ “ภาพจำ” ตามแนวคิดจิตธาตุ |
| 5. การประเมินผลแบบวิเคราะห์โครงสร้าง | ใช้แบบทดสอบที่วัดความสามารถในการเข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา เช่น การจับคู่แนวคิดกับองค์ประกอบ หรือการจัดลำดับความคิดอย่างมีเหตุผล |
การนำ Structuralism มาใช้ในการเรียนการสอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ได้อย่างมีระบบ
ให้ทุกคน แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเนื้อหาที่เขียนไว้ข้างบน เช่นเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือจะไปปรับใช้ในชีวิตหรือในความเป็นครูอย่างไร
ตอบลบIbm 3033
ตอบลบวัง
ตอบลบ______________________________________
ความคิดเห็นของผมคือ เห็นด้วยกับแนวคิด Structuralism เพราะมันช่วยให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นระบบมากขึ้น
ถ้าเอามาปรับใช้ในการสอน ก็จะค่อย ๆ แยกเนื้อหาให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้น ทีละขั้นตอน
บางทีเวลาเราสอน ถ้าเราจัดเนื้อหาเป็นส่วน ๆ ชัดเจน เด็กจะตามได้ทัน
แล้วเราก็จะรู้ด้วยว่าเขาไม่เข้าใจตรงไหน จะได้ช่วยถูกจุดครับ
__________________________________5003
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้วเห็นด้วยค่ะกับแนวคิดโครงสร้างของจิต เพราะช่วยให้เราเข้าใจจิตใจเป็นระบบมากขึ้น และถ้านำมาปรับใช้กับการสอน ก็จะแบ่งเนื้อหาเป็นขั้นตอนเล็กๆ ทีละบทเรียน ให้เด็กค่อยๆ เข้าใจเป็นลำดับ และยังเห็นความแตกต่างของจิตแต่ละคนด้วยค่ะ.
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ เพราะทำให้การสอนมีระบบ ขั้นตอน และเข้าใจง่ายขึ้น แต่สำหรับเด็กปฐมวัยเราไม่ควรใช้การท่องจำอย่างเดียวค่ะ ควรปรับเป็นกิจกรรม การเล่น และประสบการณ์จริงให้เหมาะกับเด็กค่ะ
ตอบลบ( 7026 )
เห็นด้วยคะ เพราะถึงแม้วิธีการตรวจสอบภายใน (Introspection) จะถูกวิจารณ์ว่าขาดความเที่ยงตรง แต่ก็ถือว่าเป็นความพยายามครั้งแรกในการทำให้ “การศึกษาจิตใจ” มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ เพราะการนำแนวคิดมาปรับใช้ในการเรียนการสอนช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีความเป็นระบบ เนื้อหาถูกแยกย่อยเป็นขั้นตอน ทำให้นักเรียนเข้าใจง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ เพราะช่วยให้การสอนมีความเป็นระบบมากขึ้น อย่างการแบ่งเนื้อหาเป็นส่วน ๆ แล้วสอนจากง่ายไปยาก ทำให้เด็กเข้าใจได้ทีละขั้นตอน แต่หนูก็คิดว่าวิธีสังเกตภายในอาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน เลยอาจใช้จริงในห้องเรียนยากค่ะ
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ เพราะเป็นรากฐานทางความคิดที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีความเป็นระบบมากขึ้น มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เช่น การสอนจากง่ายไปยากหรือจากพื้นฐานสู่การประยุกต์ แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการสังเกตภายใน เพราะผลที่ออกมาไม่ตรงกันและยืนยันไม่ได้ว่าความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นตรงกับความเป็นจริงไหม และวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้ทุกคนด้วยค่ะ
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ แนวคิดกลุ่มโครงสร้างของจิตเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการศึกษาทางจิตวิทยา เพราะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของจิตใจมนุษย์อย่างเป็นระบบ แม้วิธีการจะมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดทางจิตวิทยาอื่น ๆ พัฒนาต่อมาได้ (4002)
ตอบลบหนูเห็นด้วยค่ะ โดยเฉพาะในแง่ที่แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ "องค์ประกอบพื้นฐานของจิต" ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางด้านความคิด ความรู้สึก และจินตนาการของเด็กปฐมวัยได้ (7005)
ตอบลบ