ประวัติจิตวิทยา
และแนวทัศนะของนักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ
وَفِيٓ أَنفُسِكُمۡۚ أَفَلَا تُبۡصِرُونَ
“และในตัวพวกเจ้าพวกเจ้าจะไม่เห็นดอกหรือ” (อัซ-ซาริยาต:51/21)
อิสลามได้ใช้ให้มนุษย์ศึกษาและไตร่ตรองในตัวของมนุษย์เองในทุกๆด้าน
เริ่มจากที่อัลลอฮฺสร้างมนุษย์คนแรกซึ่งเป็นต้นกำเนิดแรกเกิดของความเป็นมนุษย์จากดิน
และคนต่อๆมาอัลลออฺทรงสร้างจากน้ำอสุจิที่น่ารังเกียจ
จากนั้นพระองค์ก็ได้เป่าวิญญาณของพระองค์เข้าสู่เรือนร่างเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตและจิตใจที่สมบูรณ์
ٱلَّذِيٓ أَحۡسَنَ كُلَّ شَيۡءٍ خَلَقَهُۥۖ وَبَدَأَ خَلۡقَ ٱلۡإِنسَٰنِ مِن طِينٖ ثُمَّ جَعَلَ نَسۡلَهُۥ مِن سُلَٰلَةٖ مِّن مَّآءٖ مَّهِينٖ ثُمَّ سَوَّىٰهُ وَنَفَخَ فِيهِ مِن رُّوحِهِۦۖ وَجَعَلَ لَكُمُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَٱلۡأَفِۡٔدَةَۚ قَلِيلٗا مَّا تَشۡكُرُونَ
ความว่า : (อัลลอฮฺ)
ผู้ทรงทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมันให้ดีงาม
และพระองค์ทรงเริ่มการสร้างมนุษย์จากดิน แล้วทรงให้การสืบตระกูล ของมนุษย์มาจากน้ำ(อสุจิ)อันไร้ค่า
แล้วทรงทำให้เขามีสัดส่วนที่สมบูรณ์ และทรงเป่ารูหฺ (วิญญาณ)
ของพระองค์เข้าไปในเขาและทรงให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีจิตใจ(สติปัญญา)
ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าขอบคุณ[1] (อัช-ชะญะดะฮฺ:32/7-9)
ต่อไปนี้เป็นเรื่องประวัติจิตวิทยาและนักจิตวิทยาในสมัยต่างๆ
แนวคิดของพวกเขาบางครั้งจะคล้ายกับบทคำสอนในอิสลาม
แต่บางแนวคิดเป็นปฏิปักษ์หรือตรงข้ามกับคำสอนของอิสลาม ซึ่งในบางครั้งอาจนำไปสู่การตั้งภาคีกับอัลลลอฮฺ
มุสลิมที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้จะต้องระมัดระวังและต้องศึกษาบทบัญญัติอิสลามเพื่อเลือกเฉพาะในสิ่งที่ถูกและไม่เป็นภัยต่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าผู้ทรงสร้าง
คำสอนของท่านเหล่านั้นเป็นลักษณะปรัชญามากกว่าวิทยาศาสตร์
เพราะนักปรัชญาใช้วิธีนั่งขีดเขียนอยู่กับโต๊ะหรือที่เรียกว่า วิธีอาร์มแชร์ (Armchair Method) ซึ่งไม่มีการทดลองประกอบการศึกษา
นักปรัชญาที่มีบทบาทต่อวงวิชาการในสมัยนั้นคือ อริสโตเติล
ซึ่งได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ดี แอนิมา” (De
Anima) หมายถึง เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ
นับได้ว่าเป็นตำราที่เกี่ยวข้องกับวิชาจิตวิทยาเล่มแรกของโลก
นอกจากนี้อริสโตเติลยังเขียนเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น Concerning the Soul และ Concerning Memory ความรู้ที่ได้จากตำราเหล่านี้ทำให้ทราบว่า
คนในสมัยนั้นมีความเชื่อเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ
ความเชื่อเรื่องสิ่งลึกลับมีอำนาจควบคุมพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์
ความเชื่อเรื่องวิญญาณมีอำนาจลึกลับเหนือมนุษย์ เพราะวิญญาณสิงอยู่ในตัวมนุษย์
สรุปได้ว่า
แนวความคิดทางจิตวิทยาของคนในสมัยกรีกโบราณส่วนใหญ่ศึกษาไปในแนวทางของเรื่อง
จิตวิญญาณ
ซึ่งยังไม่ได้มีการศึกษาจิตวิทยาในแนวทางที่มีการค้นคว้าทดลองและพิสูจน์แต่อย่างใด
แต่ก็นับได้ว่าแนวความคิดของปรัชญาในสมัยกรีกโบราณมีอิทธิพลต่อการศึกษาของนักจิตวิทยาและนักวิชาการในเวลาต่อมา
สำหรับการศึกษาจิตวิทยาสมัยใหม่เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจังประมาณต้นศตวรรษที่ 16 และบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อวิชานี้พอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้
1. เรอเน่ เดส์คาร์ท (Rene Descartes, ค.ศ. 1596-1650) เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสแสดงทัศนะว่ามนุษย์ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์จะมีการเคลื่อนไหวในรูปปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งเร้าภายนอก มนุษย์ต่างกับสัตว์ตรงที่มนุษย์มีจิตคอยควบคุมการกระทำของร่างกาย เขามีความเห็นว่า หากเราศึกษาร่างกายและระบบสมองของมนุษย์ให้ละเอียดเพียงพอ เราอาจจะสร้างหุ่นยนต์ ให้มีความคิดความอ่านเหมือนมนุษย์ได้ ต่อมาภายหลัง การศึกษาของเดคาร์ดทำให้เกิดวิชาที่เรียกว่า สรีรจิตวิทยา ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกมาที่มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างพฤติกรรมกับระบบประสาทและสมอง จึงสรุปได้ว่าแนวความคิดของเดคาร์ทเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตที่ทำงานร่วมกัน
3. โจแฮน มุลเลอร์ (Johannes Muler, ค.ศ.1801-1858) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมัน เขามีความสนใจศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสรีรวิทยา และได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับคู่มือทางสรีรวิทยาของมนุษย์ (Handbook of Human Physiology)ซึ่งกล่าวถึงระบบประสาทการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และปัจจัยทางสรีรวิทยาเกี่ยวกับการฟังการเห็นและประสาทสัมผัสอื่นๆ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องความจำ ความรู้สึก จินตนาการ ฯลฯ นักสรีรวิทยาผู้นี้จึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการทดลองทางสรีรวิทยา
4. เฟคชเนอร์ (Fechner, ค.ศ. 1801-1887) นักจิตวิทยาฟิสิกส์ (Psychophysics) ชาวเยอรมันเป็นผู้บุกเบิกงานด้านจิตวิทยาฟิสิกส์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่อง เทรชโฮล์ด (Threshold) คือขนาดของสิ่งเร้าที่น้อยที่สุดที่บุคคลจะรับรู้ได้ และได้ค้นพบความเข้มของสิ่งเร้ากับความเข้มของความรู้สึกจากการสัมผัสด้วยวิธีการทางฟิสิกส์ ในยุคนี้การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์สามารถวัดปริมาณได้ด้วยวิธีฟิสิกส์ โดยเฟคชเนอร์ ได้ทำการทดลองในปี ค.ศ. 1860 พบว่า “จิตใจของคนเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าภายนอกมาเร้า” จึงนับว่าเฟคชเนอร์เป็นผู้เริ่มศาสตร์ใหม่ทาง Psychophysics ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิต
5. ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ.1809-1887) ตั้งทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1859 โดยอธิบายต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต การวิวัฒนาการของสัตว์ชั้นต่ำมาเป็นสัตว์ชั้นสูงแล้วเป็นมนุษย์ตามลำดับ จนเป็นเหตุให้ความเชื่อเรื่องวิญญาณจางหายไป ดาร์วินเขียนหนังสือที่สำคัญ 4 เล่ม โดยมีเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ “กำเนิดนานาพันธุของสิ่งมีชีวิต” (Original of Species) และเรื่อง “สายสกุลของมนุษย์” (Descent of Man) เป็นหนังสือที่ทำให้ดาร์วินมีชื่อเสียงและเป็นที่ยกย่องของนักวิชาการไปทั่วโลกว่าท่านเป็นผู้นำทางทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมาสู่โลกเป็นครั้งแรก
ทฤษฎีของดาร์วินทำให้เกิดแนวคิดความเกี่ยวพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์และเป็นต้นกำเนิดที่ให้เกิดวิชาจิตวิทยาเปรียบเทียบขึ้น
ซึ่งนักจิตวิทยาจะพยายามศึกษาพฤติกรรมจากสัตว์โดยเฉพาะลิงและหนูแล้วใช้อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์
7. วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นท์ (Wilhelm Max Wundt, ค.ศ. 1832-1920) ผู้นำกลุ่มโครงสร้างนิยม (Structuralism)
เป็นนักจิตวิทยาและสรีรวิทยาชาวเยอรมัน วุ้นท์มีความรู้สึกว่า
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีความพัฒนาช้ามาก
เพราะนักปรัชญาและนักวิชาการส่วนมากในสมัยนั้นเน้นการศึกษาโดยวิธี Armchair
Method แต่วุ้นท์ได้เป็นผู้ริเริ่ม เปลี่ยนวิธีการศึกษาแบบอาร์มแชร์มาเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์
เช่น มีการทดลอง โดยวิธีการสังเกตภายในหรือการตรวจสอบทางจิต (Introspective
Method) เพื่อสังเกตปฏิกิริยาภายในตนเองของบุคคล
การศึกษาของวุ้นท์ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกของประสาทสัมผัส
(Sense) โดยเฉพาะเรื่องจักษุสัมผัส (Vision) ความสนใจ
(Attention) อารมณ์ (Emotion) ปฏิกิริยาตอบสนอง
(Reaction Time) จินตนาการ ความเข้าใจภาษา เป็นต้น
จิตวิทยาเริมเป็นวิชาที่ใช้ระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1879 โดยวุ้นท์เป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องทดลองทางจิตวิทยาขึ้น ณ มหาวิทยาลัยไลป์ซิก ประเทศเยอรมัน เป็นแห่งแรกของโลก ในขณะนั้นนักศึกษาที่มาเรียนกับวุ้นท์จะเน้นการเรียนการทดลองทางจิตวิทยาเป็นส่วนใหญ่ และจิตวิทยานับว่าเป็นวิชาหนึ่งที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับในปัจจุบั
8. วิลเลียม เจมส์ (William James) นักจิตวิทยาผู้นำกลุ่มหน้าที่นิยม(Functionalism) ซึ่งเป็นกลุ่ม นักจิตวิทยาที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1900 เจมส์ตั้งห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยาขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับที่วุ้นท์ที่ตั้งห้องปฏิบัติการในเยอรมัน เจมส์เขียนหนังสือที่สำคัญ คือ Principle of Psychology หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อทางจิตวิทยาครบถ้วน และยังได้รับการยอมรับจากนักวิชาการอยู่จนถึงปัจจุบัน
10. กลุ่มแนวความคิดทางจิตวิทยาในปัจจุบัน
นับตั้งแต่จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่แยกตัวออกจากปรัชญาและสรีรวิทยาตั้งแต่สมัยของวุ้นท์และเจมส์แล้วจิตวิทยาได้พัฒนาก้าวไกลเกินกว่าที่จะศึกษาเพียงเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณเท่านั้น
แต่ได้พัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง โดยมีการศึกษาค้นหาความจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาลตร์
ซึ่งมีหลักฐานมีเหตุผล มีความเป็นระเบียบระบบ สามารถสรุปเป็นกฎ ทฤษฎี
และมีการนำความรู้ที่ได้จากทฤษฎีไปใช้ประโยชน์ในภาคปฏิบัติ
ซึ่งมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอย่างมากมาย ทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยาในปัจจุบันเช่น
แนวคิดทางชีวศาสตร์
(Biological Approach) แนวความคิดทางจิตวิเคราะห์
(Psychoanalytic Approach) แนวความคิดทางพฤติกรรมนิยม
(Behavioral Approach) แนวความคิดทางมานุษยนิยม (Humanistic
Approach) และแนวความคิดทางปัญญานิยม (Cognitive Approach) เป็นต้น
ประวัติการศึกษาจิตวิทยาในอิสลามและนักวิชาการมุสลิม
การศึกษาจิตวิทยาในบริบทของอิสลามมีความลึกซึ้งและหลากหลาย โดยมีรากฐานจากคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและหะดิษ (คำสอนของศาสดามูฮัมหมัด ﷺ ) ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ความคิด จิตใจ และพฤติกรรมผ่านมุมมองที่สัมพันธ์กับพระผู้ทรงสร้าง (อัลลอฮฺ)
1. รากฐานทางจิตวิทยาในอิสลาม
- อัลกุรอาน: เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ชี้นำถึงธรรมชาติของมนุษย์
เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ “นัฟซ์” (จิตใจหรือจิตวิญญาณ),
“กอลบฺ” (หัวใจ) และ “อักลฺ” (สติปัญญา) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของมนุษย์
- หะดิษ:
เสริมด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง การจัดการอารมณ์
และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- การมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง "จิตใจ" เพื่อเข้าใกล้คุณธรรมและความศรัทธา เช่น การสร้างและฝึก ตักวา (ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ)
2. นักวิชาการมุสลิมผู้บุกเบิกในด้านจิตวิทยา
นักวิชาการมุสลิมในยุคคลาสสิกได้พัฒนาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา
แม้ยังไม่มีคำว่าจิตวิทยา (Psychology:علم النفس) อย่างชัดเจนในยุคนั้น แต่พวกเขาได้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในลักษณะที่ลึกซึ้ง
เช่น:
1) อัล-ฟาราบี
(الفارابي) ค.ศ. 872 – 950 (ฮ.ศ. 259 – 339) เป็นนักปราชญ์มุสลิมที่มีชื่อเสียงในด้านปรัชญา จิตวิทยา และดนตรี เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความคิดของปรัชญาอิสลามในยุคกลาง
และถูกเรียกขานว่า “ครูคนที่สอง” (المعلم الثاني) โดยเปรียบเทียบกับอริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น
“ครูคนแรก”
มีบทบาทสำคัญในการอธิบายธรรมชาติของมนุษย์และการทำงานของจิตใจในบริบทของสังคม
2) อิบนุ ซินา
(Ibn Sina:ابن سينا) ค.ศ. 980 – 1037 (ฮ.ศ. 370 – 428) รู้จักในตะวันตกว่า
อวิชนา (Avicenna) เป็นนักปราชญ์ชาวมุสลิมมาจากเมืองบุคอรอ(นอุซเบกิสถานปัจจุบัน)
ที่มีผลงานสำคัญในหลายสาขา เช่น การแพทย์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ และจิตวิทยา เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น
"บิดาแห่งการแพทย์ยุคใหม่" ผลงานที่สำคัญที่สุดของเขาคือ "القانون في الطب"
(Canon of Medicine) ซึ่งเป็นตำราแพทย์ที่ใช้เป็นมาตรฐานในยุโรปและโลกอาหรับมานานหลายศตวรรษ
ส่วนในด้านจิตวิทยา อิบนุ ซีนา ได้เขียนหนังสือชื่อ
"อัช-ชิฟาอฺ(หนังสือแห่งการเยี่ยวยา:الشفاء) เป็นสารานุกรมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมหัวข้อสำคัญในปรัชญา
วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และตรรกศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก: ตรรกศาสตร์
(Logic) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Sciences) คณิตศาสตร์
(Mathematics) อภิปรัชญา
(Metaphysics) อีกเล่มหนึ่ง ส่วนหนังสือ
อัน-นะญาฮฺ (النجاة) เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ท่าได้เขียนเกี่ยวกับจิตวิทยา
มุ่งเน้นในหัวข้อปรัชญา จิตวิทยา และอภิปรัชญา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจแนวคิดสำคัญของอิบนุ
ซีนาในรูปแบบที่กระชับกว่า
3) อิหม่ามอัลฆอซาลี
(الامام الغزالي) ค.ศ. 1058 – 1111 (ฮ.ศ. 450 – 505) เป็นหนึ่งในนักวิชาการอิสลามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
เขาเป็นทั้งนักปรัชญา นักเทววิทยา (Theologian: عالم في العقيدة) นักจิตวิทยา และซูฟีผู้ทรงความรู้ ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อศาสนาอิสลามและวิทยาการด้านจิตวิทยา
โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาจิตวิญญาณ เขียนหนังสือ “อิหฺยาอ์
อุลูม อัด-ดีน:إحياء علوم الدين”(ฟื้นฟูความรู้ทางศาสนา)
ในจิตวิทยาเชิงจริยธรรม เน้นการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตวิญญาณ
4) อิบนุ อัล-ก็อยยิม (ابن القيم) ค.ศ. 1292 – 1350 (ฮ.ศ. 691 – 751) เป็นนักวิชาการอิสลามที่มีชื่อเสียงในยุคกลางของโลกมุสลิม และเป็นศิษย์เอกของ อิบนุ ตัยมียะห์ (ابن التيمية) ผู้ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและการเขียนของเขา ส่วนทางด้านจิตวิทยา ท่านได้เขียนหนังสือ “มะดาริจญ์ อัซ-ซาลิกีน” (مدارج السالكين) หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาทางจิตวิญญาณและการเดินทางของผู้ศรัทธาสู่ความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ กล่าวถึงการเยียวยาจิตใจและการพัฒนาตนเอง
3. การพัฒนาทางจิตวิทยาในโลกมุสลิมสมัยใหม่
นักวิชาการมุสลิมในยุคปัจจุบันยังคงเชื่อมโยงจิตวิทยากับอิสลาม
โดยให้ความสำคัญกับมุมมองแบบองค์รวม (Holistic Perspective) ตัวอย่างนักวิชาการสำคัญ:
- ดร. โมฮัมเหม็ด อุสมาน นาญาตี (محمد عثمان نجاتي) ผู้เขียน “القرآن وعلم النفس” (อัลกุรอานและจิตวิทยา) ที่ศึกษาแนวคิดจิตวิทยาจากอัลกุรอาน
- มุฮัมมัด กุฏุบ (محمد قطب) วิเคราะห์ด้านจิตวิทยาผ่านมุมมองศาสนาในงานเขียน
“دراسات في النفس الإنسانية” (ศึกษาจิตมนุษย์)
- ดร. มาลิก บาดรี (مالك بدري) ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งจิตวิทยาอิสลามยุคใหม่” ผู้เขียน “Contemplation: An Islamic Psychospiritual Study”
4. แนวคิดจิตวิทยาในอิสลาม
จิตวิทยาในอิสลามไม่ได้แยกออกจากมิติทางจิตวิญญาณ
นักวิชาการมุสลิมเน้นความสำคัญของ:
- การปรับสมดุลระหว่าง จิตใจ (Psyche), ร่างกาย (Body), และ จิตวิญญาณ (Spirit)
- การใช้
อิบาดะฮฺ (การเคารพภักดี)
เช่น การละหมาด การซิกรุลลอฮฺ เป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาวะจิตใจ
- การใช้หลักคำสอนอิสลามเพื่อเยียวยาโรคทางจิต
เช่น ความเครียด ความกังวล หรือภาวะซึมเศร้า
5. การศึกษาในแวดวงปัจจุบัน
ในยุคปัจจุบัน
การศึกษาจิตวิทยาในแวดวงมุสลิมเติบโตขึ้นผ่านงานวิจัยและสถาบันต่าง ๆ เช่น:
- การผสมผสานจิตวิทยาตะวันตกกับมุมมองอิสลาม เช่น Islamic Psychology และ Psychotherapy in Islam
- การจัดตั้งองค์กรและศูนย์ศึกษาเฉพาะด้าน เช่น International Association of Islamic Psychology (IAIP)
- การศึกษาเชิงประยุกต์ เช่น
การใช้วิธีการอิสลามในการจัดการปัญหาชีวิตและความสัมพันธ์
การศึกษาจิตวิทยาในอิสลามให้ความสำคัญกับการเข้าใจมนุษย์ในบริบททางจิตใจ
ร่างกาย และจิตวิญญาณ
นักวิชาการมุสลิมได้สร้างองค์ความรู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณูปการต่อทั้งโลกอิสลามและวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาโดยรวม
[1] อัซซะญะดะฮฺ 32:739
[2] แนวคิดนี้มีส่วนคล้ายกับคำสอนของท่านนบีมูฮำหมัด(ศอลฯ) มาก ที่ว่า “ทุกคนที่เกิดมา จะเกิดมาบนฟิฏเราะฮ(ตามธรรมชาติที่อัลลอฮฺกำหนดมา) ดังนั้นบิดามารดาของเขาเป็นผู้ที่ทำให้เขาเป็นยิวหรือเป็นนัศรอนีย์(คริสต์)หรือมะญูซี(ลัทธิบูชาไฟ) เหมือนสัตว์ที่ให้ลูกออกมาเจ้าเห็นว่ามันขาดวิ่นหรือเปล่า” (อัลบุคอรีย์ : 1296)” ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะจอห์น ล็อค ได้รับอิทธิพลจากคำสอนอิสลาม เพราะล็อคอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 10 ของอิสลาม และในช่วงเวลานั้นคำสอนของศาสนาอิสลามได้แพร่ไปทั่วยุโรปมาหลายปีแล้ว
คำถามท้ายบท
จงตอบคำถามต่อไปนี้
- Armchair Methode หมายถึงอะไร ในสมัยยังมีลักษณะนี้อยู่อีกไหม ทำไม
- คำพูดที่ว่า "เด็กทุกคนคลอดออกมาเหมือนผ้าขาว..." เป็นคำพูดของใคร ในยุคไหน และตรงกับในอิสลามในสมัยใด และคำพูดที่ว่านี้ สอดคล้องกับอะไรในอิสลาม และคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันไหม ทำไม




:max_bytes(150000):strip_icc()/psychologist-max-wertheimer-515176454-59849aa0c412440010a87879.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น