2.2.5. กลุ่มเกสตัลท์นิยม (Gestaltism) หรือกลุ่มจิตวิทยาเกสตัลท์

 

Max Wertheimer


        จิตวิทยากลุ่มนี้เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน เมื่อราวๆ ค.. 1912 ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับกลุ่มพฤติกรรมนิยม ที่กำลังแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน นำโดย Max Wertheimer (1820-1941), Wolfgang Kohler (1887-1941) และ Kurt Koffka (1886-1941)  นักจิตวิทยากลุ่มนี้เป็นชาวยิวในเยอรมัน และหนีไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่ถูกฮิตเลอร์ขับไล่ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามเลิกแนวคิดของพวกเขาได้แพร่หลาย และได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เรียกชื่อใหม่ว่า Field Theory (ทฤษฎีสนาม) ซึ่งเป็นทฤษฎี การรับรู้ การคิด และการแก้ปัญหา

เกสตัลท์ (Gestalt) เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายเช่นเดียวกับ Pattern หรือ Configuration ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การจัดระเบียบองค์ประกอบต่างๆ หรือส่วนย่อยๆเข้าด้วยกัน ให้เป็นโครงสร้างส่วนรวมที่มีความหมาย นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เห็นว่า การศึกษาจิตวิทยานั้นจะต้องศึกษาพฤติกรรมของจิตเป็นองค์รวม จะแยกศึกษาที่ละส่วนไม่ได้ พวกเขาเน้นว่า กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) นั้นพยายามแยกส่วนพฤติกรรมออกมาเป็นส่วนย่อย เช่น สิ่งเร้า และ การตอบสนอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของจิตวิทยา การศึกษาพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์นั้นจะต้องศึกษาอย่างเป็นส่วนรวม พิจารณาถึงทั้งหมดในลักษณะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ครั้งแรกที่เรามองเห็นวัตถุเราจะมองทั้งหมดก่อนแล้วจึงแยกดูส่วนย่อยต่างๆ แต่ละส่วน เช่น สี ขนาด เป็นต้น พวกเขาได้อธิบายอีกว่า ส่วนประกอบของหน่วยเมื่อรวมกันเข้าไปแล้วจะไม่เท่ากับหน่วยที่รวมกันเป็นโครงสร้างแล้ว เปรียบได้กับว่า กองไม้ อิฐ ซีเมนต์ เหล็ก ฯลฯ ถ้าแยกเป็นกองๆ จะมีค่าต่ำกว่า บ้าน และจากกองวัตถุกองเดียวกันหรือเหมือนกัน อาจจะสร้างบ้านได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเทคนิคการสร้าง การใช้วัสดุมาผสมกันหรือทักษะชำนาญเฉพาะของผู้สร้าง เช่นกันพฤติกรรมของมนุษย์ ที่แสดงออกมา เป็นการผสมผสานกันระหว่างความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก ทักษะ หรือความสามารถในการกระทำ บางครั้งแม้ว่าจะเป็นสิ่งเร้าเดียวกัน แต่การตอบสนอง หรือพฤติกรรมอาจจะไม่เหมือนกัน

แนวคิดที่สำคัญของจิตวิทยากลุ่มนี้ มี ประการ คือ

1. การรับรู้ (Perception) เป็นรากฐานของการเรียนรู้ การรับรู้เกิดจากได้มีการแปลอาการ  สัมผัสออกมาเป็นความหมาย โดยอาศัยประสบการณ์เดิม แต่ละคนอาจจะรับรู้และแปลความหมายของสิ่งเดี่ยวกันแตกต่างกันก็ได้ อาจจะรับรู้ได้ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ และคนเราจะรับรู้สถานการณ์ต่างๆโดยภาพรวมก่อน แล้วจึงพิจาณาส่วนย่อยเป็นส่วนๆภายหลัง  ทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ และทำให้เข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

2. การหยังเห็น (Insight) หรือการเกิดความความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ยอมรับในความสัมพันธ์ในสิ่งต่างๆ กลุ่ม Gestalt เชื่อว่า การแก้ปัญหาเป็นวิธีการเรียนรู้ของคนและสัตว์ชั้นสูง ความคิดที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เรียกว่า การหยังเห็น(Insight) เช่น ลิงที่ต้องการเอากล้วยที่แขวนในที่สูง เกิดการหยั่งเห็นว่าเมื่อซ้อนลังไม้ที่อยู่ใกล้ทำสูงแล้วในที่สุดก็สามารถหยิบกล้วยมาได้  

ปัจจุบันแนวคิดของจิตวิทยากลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อการศึกษามาก ทั้งนี้ เพราะนักการศึกษาส่วนมากมองเห็นว่า แนวคิดของกลุ่มนี้สอดคล้องกับการเรียนรู้ อันเป็นปัจจัยสำคัญของจิตวิทยาการศึกษา โดยได้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาเป็นอันมาก ช่วยให้นักการศึกษาเกิดความคิด ความเข้าใจ ในเรื่องการรับรู้ และการเรียนรู้ของมนุษย์ ทำให้สามารถจัดการเรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพ เช่น การให้เรียนในโครงสร้างของร่างกายทั้งหมดก่อน แล้วจึงเรียนอวัยวะ รายละเอียด ส่วนปลีกย่อยต่างๆ และในการเรียนรายวิชาต่างๆก็เช่นกัน โดยให้เรียนรวมๆ คละเคล้ากันไป ไม่แยกเป็นรายวิชาย่อย เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ เป็นต้น หรืออย่างที่เรียกว่าการสอนแบบบูรณการ หรือหลักสูตรบูรณการ [1]


อิทธิพลของแนวคิดเกสตอลท์ต่อการศึกษา

ด้านอิทธิพลที่เกิดขึ้น
1. การเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning)

ผู้เรียนควรเข้าใจภาพรวมก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อมโยงรายละเอียด เช่น การสอนโดยเริ่มจากสถานการณ์จริงก่อนเข้าสู่ทฤษฎี

2. การจัดการเรียนรู้โดยเน้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ

ส่งเสริมให้ครูออกแบบบทเรียนที่เชื่อมโยงเนื้อหา เช่น การบูรณาการวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของความรู้

3. การส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา

แนวคิดเกสตอลท์เน้นการมองปัญหาในภาพรวม ทำให้เกิดการคิดแบบ “aha moment” หรือการเข้าใจอย่างฉับพลัน

4. การออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักการรับรู้

เช่น การใช้ภาพที่มีความชัดเจน การจัดวางเนื้อหาให้เป็นกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

5. การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการรับรู้เชิงบวก

เช่น การจัดห้องเรียนให้มีความเป็นระเบียบ มีจุดเน้นที่ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

        แนวคิดเกสตอลท์ช่วยให้ครูมองการเรียนรู้ในมิติที่ลึกขึ้น โดยไม่เน้นแค่ “ข้อมูล” แต่เน้น “ความเข้าใจ” ที่เกิดจากการรับรู้ภาพรวมของสิ่งที่เรียน

        แนวคิดของกลุ่มจิตวิทยาเกสตอลท์ (Gestalt Psychology) สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นให้ผู้เรียน “เข้าใจภาพรวมก่อนรายละเอียด” และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการรับรู้แบบองค์รวม การจัดประสบการณ์ที่มีความหมาย และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

 แนวทางการนำแนวคิดเกสตอลท์ไปใช้ในการเรียนการสอน

แนวทางการนำไปใช้ในชั้นเรียน
1. สอนจากภาพรวมก่อนเข้าสู่รายละเอียด

เริ่มบทเรียนด้วยสถานการณ์จริงหรือปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจบริบทโดยรวม ก่อนแยกวิเคราะห์เนื้อหา

2. จัดเนื้อหาให้มีความสัมพันธ์กัน


ใช้การบูรณาการวิชาหรือหัวข้อ เช่น เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงของความรู้

3. ส่งเสริมการค้นพบด้วยตนเอง (Insight Learning)

ใช้กิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และเกิด “ความเข้าใจฉับพลัน” เช่น การแก้โจทย์ปัญหาแบบเปิด

4. ใช้สื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักการรับรู้
เช่น การจัดภาพประกอบให้ชัดเจน การใช้สีและรูปทรงที่ช่วยเน้นจุดสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ได้ง่าย

5. สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ

จัดห้องเรียนให้มีความเป็นระเบียบ มีจุดเน้นที่ชัดเจน และลดสิ่งรบกวน เพื่อให้ผู้เรียนมีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

        แนวคิดเกสตอลท์ช่วยให้การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การจำข้อมูล แต่เป็นการ “เข้าใจสิ่งที่เรียน” อย่างมีความหมายและเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้เรียน


9 ความคิดเห็น:

  1. วัง
    _________________________________
    กลุ่มจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt Psychology) เกิดในเยอรมันประมาณปี 1912 โดยเน้นศึกษาจิตใจและพฤติกรรมเป็นองค์รวม ไม่แยกเป็นส่วนเล็กๆ เหมือนกลุ่มพฤติกรรมนิยม แนวคิดสำคัญคือการรับรู้(Perception) ที่มองภาพรวมก่อนแล้วจึงแยกส่วน และการหยั่งเห็น(Insight) ที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างฉับพลัน กลุ่มนี้ส่งผลให้นำไปใช้สอนโดยเริ่มจากภาพรวมก่อนแล้วค่อยลงรายละเอียด เช่น การบูรณาการเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกัน
    ____________________________5003

    ตอบลบ
  2. ตามความคิดเห็นส่วนตัว เห็นด้วยกับแนวคิดเกสตัลท์ค่ะ เพราะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวม ไม่ใช่มองแค่ส่วนย่อย ถ้านำมาปรับใช้ในการสอน ก็จะเชื่อมโยงเนื้อหาให้เด็กเห็นภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยแยกย่อย จะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ”

    ตอบลบ
  3. ง่ายๆเลยเกสตอลท์ก็คือการสอนที่ทำให้เด็ก เห็นภาพใหญ่เข้าใจจริงและคิดเป็นไม่ใช่จำแบบท่องๆค่ะ

    ตอบลบ
  4. แนวคิดเกสตอลท์เหมาะกับการศึกษาในยุคปัจจุบัน เพราะช่วยให้การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการท่องจำ แต่เป็นการเข้าใจอย่างมีความหมาย ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียน ขณะเดียวกันครูก็มีบทบาทสำคัญในการออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ทั้ง “เห็นภาพรวม” และ “เข้าใจรายละเอียด” อย่างสมดุลมากขึ้นค่ะ
    7026

    ตอบลบ
  5. หนูเห็นด้วยค่ะ เพราะช่วยให้เข้าใจว่าเด็กปฐมวัยเรียนรู้แบบมองภาพรวมก่อน แล้วจึงค่อยแยกส่วน ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นให้เด็กเข้าใจอย่างเป็นองค์รวมค่ะ (7005)

    ตอบลบ
  6. เห็นด้วย เนื่องจากการเรียนรู้ที่เน้นภาพรวมก่อนรายละเอียดสามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และการบูรณาการวิชาต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของความรู้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความคิดและทักษะต่าง ๆ

    ตอบลบ
  7. เห็นด้วยค่ะ เพราะเป็นแนวคิดที่เน้นการมองปัญหาในภาพรวม/เข้าใจภาพรวมก่อนแยกรายละเอียดเป็นส่วนๆ และเหมาะกับการนำไปใช้ในการสอนในปัจจุบันมากค่ะ เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้เน้นแค่การท่องจำแต่มันคือการเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ทำให้เด็กเห็นภาพและเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ

    ตอบลบ
  8. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  9. เห็นด้วยค่ะ แนวคิดนี้ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้แบบ องค์รวม และ การบูรณาการหลักสูตร ซึ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และการคิดเชิงสร้างสรรค์ แทนที่จะเป็นการท่องจำรายละเอียดแยกส่วน เป็นการตอกย้ำว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการรับรู้ ภาพรวม และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่จะลงลึกใน ส่วนย่อย (4002)

    ตอบลบ

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...