ฟรอยด์มีความคิดว่า มนุษย์เรามีจิต 3 ลักษณะ กล่าวคือ การแบ่งภาคของจิตนั้นแบ่งเป็น 3 ภาค ดังนี้:-
1. จิตสำนึก (Conscious mind) คือ สภาพที่มีสติ รู้ตัว รู้ว่าตัวกำลังทำอะไรอยู่ หรือกำลังจะทำอะไร รู้จักตัวเองว่าเป็นใคร ต้องการอะไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน กำลังรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งใด การแสดงอะไรออกไปก็แสดงไปตามหลักและเหตุผล แสดงตามแรงผลักดันจากภายนอก สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง (Principle of reality)
2. จิตใต้สำนึก (Subconscious mind) หรือจิตกึ่งรู้สึก คือสภาพที่ไม่รู้ตัวในบางขณะ เช่น กระดิกเท้า ผิวปาก ฮัมเพลง โดยไม่รู้ตัว ร้องกรี๊ดกร๊าดหรือร้องเฮ้อฮ้าออกมาโดยไม่รู้ตัว ยิ้มคนเดียวโดยไม่รู้ตัว พูดอะไรออกมาโดยไม่ตั้งใจ และถือว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่เก็บไว้ในความจำ ก็เป็นส่วนของจิตใต้สำนึกด้วย เช่น ความขมขื่น ความประทับใจในอดีต ถ้าไม่นึกถึงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าทบทวนเหตุการณ์ทีไรก็ทำให้เกิดเศร้า หรือปลื้มใจทุกครั้งที่นึกถึง
3. จิตไร้สำนึก (Unconscious mind) เป็นส่วนของพฤติกรรมภายในที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว อาจเนื่องมาจากเจ้าตัวพยายามเก็บกดเอาไว้ เช่น อิจฉาน้อง เกลียดครู อยากทำร้ายใครบางคน ฯลฯ เป็นสิ่งที่เก็บกดเอาไว้หรือพยายามที่จะลืม แล้วในที่สุดก็ลืมๆไป ดูเหมือนลืมไปจริงๆ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในตัว ในลักษณะจิตไร้สำนึก และสามารถแสดงออกในรูปของความฝัน การละเมอ การพลั้งปากพูดออกมา
ฟรอยด์ได้เปรียบเทียบจิตของมนุษย์มีลักษณะดังเช่นก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำคือส่วนที่เป็นจิตสำนึก และส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึกซึ่งเป็นส่วนมากที่ถูกเก็บกดไว้ จิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึกจึงเป็นเหตุจูงใจให้บุคคลมีพฤติกรรมแทบทุกอย่าง จิตรู้สำนึกเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า พฤติกรรมทั้งหลายหรือแรงจูงใจมีสาเหตุมาจากพลังผลักดันทางเพศ(Sex)
ฟรอยด์เชื่อว่า พลังงานจิต (Psyche Energy) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการกระทำกิจกรรมต่างๆของร่างกายทั้งหมด จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน ซึ่งมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ คือ Id, Ego, Super-ego ที่เรียกว่า พลังจิต
1. อิด (Id) เป็นระบบแรกและระบบหลักที่มนุษย์มี Id ประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นความอยากมีมาแต่กำเนิด เป็นความต้องการดั้งเดิมของมนุษย์ รวมถึงสัญชาตญาณและแรงขับด้วย เป็นแหล่งพักเก็บ ของพลังงานจิตที่มีอยู่ทั้งหมด เช่น ความต้องการทางเพศ อาหาร น้ำ การขับถ่าย การเคลื่อนไหว ฯลฯ
หน้าที่ของ Id
1) สร้างแรงขับสัญชาตญาณ (Instinctive force) ออกมาเพื่อให้บุคคลแสดงพฤติกรรมและสัญชาตญาณ (Instinct)
2) กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักแห่งความพึงพอใจ (Principle of pleasure)
3) เป็นแกนกลางของบุคลิกภาพ
2. อีโก้ (Ego) พลังจิตส่วนที่ควบคุมการแสดงพฤติกรรมให้เหมาะสม หมายถึงสิ่งต่างๆที่บุคคลได้รับมาจากการเรียนรู้ ฉะนั้นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมาเพราะพลังของ Ego จึงเป็นลักษณะพฤติกรรมจึงเป็นพลังที่ขัดเกลามาแล้ว เป็นพลังที่ควบคุมไม่ให้แสดงพฤติกรรมที่สังคมไม่ปรารถนาออกมา พยายามยับยั้งการสนองความต้องการที่เกิดจาก Id ให้สอดคล้องกับ คุณธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม
หน้าที่ของ Ego
1) ควบคุมการแสดงพฤติกรรมของบุคคลให้สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง
2) ผ่อนคลายความทุกข์เนื่องจากความเก็บกด ระงับความขัดแย้งระหว่างความต้องการเพื่อสนองตอบความพอใจของ Id กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งทำให้คนเราเกิดความทุกร้อน กระวนกระวายใจ
3) ทำให้บุคคลเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ คือ สะสมความสามารถ รู้จักตน พึงตนเองได้เมื่อได้เผชิญกับแรงดันจากความเป็นจริงภายนอก
3. Super- ego คือ ผลจาการถูกลงโทษภายนอก ทำให้เกิดการเรียนรู้ และสะสมรวบรวมกันเข้าเป็นอุดมคติ(Ideal) สามารถควบคุมตนเองได้ ดังนั้น Super- ego หมายถึง คำสั่งสอนของพ่อแม่ ค่านิยม ความรู้สึกชั่วดี ศาสนา วัฒนธรรม ระเบียบ-กฎเกณฑ์ของสังคม คุณธรรม หลักศีลธรรม อุดมคติในการดำเนินชีวิต
หน้าที่ของ Super-ego คือ สร้างอุดมคติที่พึงปรารถนาของสังคม และแก้ปมด้อยออดิปุส (Oedipus complex) ซึ่งเป็นปมด้อยของพัฒนาการทางเพศ
ฟรอยด์เชื่อว่า พฤติกรรมปกติของมนุษย์ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของ Id, Ego และ Super-ego ที่สมดุลอย่างเหมาะสม ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ปกติมักจะเกิดจากการทำงานของ Id, Ego และ Super-ego ทำงานไม่สมดุลกัน
อิทธิพลและบทบาทของกลุ่มจิตวิเคราะห์
แนวคิดของกลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ซึ่งริเริ่มโดยซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้ส่งผลต่อการศึกษาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในด้านการเข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียน ความต้องการภายใน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ต่อไปนี้คือสรุปอิทธิพลสำคัญที่เกิดขึ้น:
อิทธิพลของกลุ่มจิตวิเคราะห์ต่อการศึกษา
| ด้าน | อิทธิพลที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| 1. การเข้าใจพฤติกรรมและแรงจูงใจของผู้เรียน | ช่วยให้ครูเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างเกิดจากแรงผลักดันภายใน เช่น ความวิตกกังวล ความกลัว หรือความขัดแย้งทางอารมณ์ |
| 2. การเน้นความสำคัญของวัยเด็กและประสบการณ์ในครอบครัว | ส่งผลให้การศึกษามุ่งเน้นการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่วัยเยาว์ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง |
| 3. การส่งเสริมสุขภาพจิตและการปรับตัวทางอารมณ์ | แนวคิดจิตวิเคราะห์เน้นการดูแลสุขภาพจิตของผู้เรียน เช่น การจัดกิจกรรมที่ช่วยระบายอารมณ์ และการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา |
| 4. การพัฒนาวิธีการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play Therapy) | ส่งผลให้เกิดแนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์และพัฒนาทักษะทางสังคม |
| 5. การเคารพความเป็นปัจเจกของผู้เรียน | แนวคิดนี้เน้นการเคารพความแตกต่างของแต่ละบุคคล ส่งผลให้เกิดแนวทางการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง |
| 6. การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้และพฤติกรรมเบี่ยงเบน | ช่วยให้ครูเข้าใจสาเหตุของปัญหา เช่น ความขัดแย้งภายใน ความเครียด หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่สมดุล |
แนวคิดจิตวิเคราะห์จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ครูเข้าใจ “พฤติกรรม” แต่ยังช่วยให้เข้าใจ “จิตใจ” ของผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่มีความหมายและยั่งยืน
ตัวอย่างการนำแนวคิดจิตวิเคราะห์ไปใช้ในห้องเรียน
| แนวทาง | การนำไปใช้จริง |
|---|---|
| 1. สังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้เรียน | ครูใช้การสังเกตเพื่อเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจเกิดจากความเครียด ความกลัว หรือความขัดแย้งภายใน |
| 2. จัดกิจกรรมระบายอารมณ์ | เช่น การวาดภาพ เขียนบันทึก หรือเล่นบทบาทสมมติ เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกและคลายความกดดัน |
| 3. สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยทางอารมณ์ | ครูหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ที่รุนแรง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพูดคุยอย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมความไว้วางใจ |
| 4. ใช้การให้คำปรึกษาเบื้องต้น | ครูสามารถพูดคุยกับผู้เรียนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรม เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข |
| 5. ปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะกับพื้นฐานทางอารมณ์ | เช่น หากผู้เรียนมีความวิตกกังวล อาจใช้กิจกรรมที่ช่วยเสริมความมั่นใจและลดแรงกดดัน |
แนวคิดนี้ช่วยให้ครูไม่เพียงแต่ “สอนเนื้อหา” แต่ยัง “เข้าใจมนุษย์” ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาที่แท้
วัง
ตอบลบ_________________________________
ผมเห็นว่าแนวคิดจิตวิเคราะห์ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของเด็กมากขึ้น เพราะบางครั้งพฤติกรรมไม่ดีไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่มีสาเหตุจากจิตใต้สำนึกหรือความเครียดภายใน ในฐานะครู การเข้าใจเรื่องนี้ช่วยให้เราดูแลเด็กได้ดีขึ้น และสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยสำหรับการ
เรียนรู้
____________________________5003
ตามความคิดเห็นส่วนตัว เห็นด้วยกับแนวคิดจิตวิเคราะห์ค่ะ เพราะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมภายในได้มากขึ้น เช่น ความเครียดหรือความกลัว ถ้านำมาปรับใช้ในการสอน ก็จะสังเกตพฤติกรรมเพื่อทำความเข้าใจ และปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเด็ก เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยและเรียนได้อย่างสบายใจค่ะ.
ตอบลบเห็นด้วยกับแนวคิดจิตวิเคราะห์ค่ะ เพราะช่วยให้ครูเข้าใจว่าพฤติกรรมของเด็กบางอย่างมีสาเหตุจากจิตใจที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่ความตั้งใจเสมอไป ทำให้เราสามารถดูแลและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
ตอบลบ(7026)
เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าแนวคิดจิตวิเคราะห์ช่วยให้เราเข้าใจว่าพฤติกรรมของเด็กหรือผู้เรียนไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน แต่มีแรงขับทางจิตใจอยู่เบื้องหลังเช่น ความต้องการ ความกลัว หรือความขัดแย้งภายใน เด็กก็จะมีพฤติกรรมปกติ แต่ถ้าไม่สมดุลก็มักเกิดปัญหาได้
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ เพราะช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมและจิตใจของผู้เรียนมากขึ้นว่าการที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาไม่ได้เกิดจากความตั้งใจเสมอไปแต่เกิดจากจิตใต้สำนึกหรือแรงผลักดันภายใน เช่น ความวิตกกังวล ความกลัวค่ะ
ตอบลบหนูเห็นด้วยค่ะ เพราะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยได้ลึกขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มาจากความรู้สึกภายใน เช่น ความกลัว ความเครียด หรือความต้องการที่เด็กยังอธิบายไม่เป็นค่ะ (7005)
ตอบลบทฤษฎีน่าสนใจมากนะ มันชี้ให้เห็นว่า “สิ่งที่อยู่ในใจลึก ๆ” อย่างความกลัว ความต้องการ หรือประสบการณ์ในอดีต มีผลต่อชีวิตเรามากกว่าที่คิด “จิตใต้สำนึก” ที่เราไม่สามารถมองเห็นหรือวัดได้จริง ๆ นั่นเอง
ตอบลบเห็นด้วยค่ะ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าพฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้มีเหตุผลจาก จิตสำนึก เพียงอย่างเดียว แต่ถูกผลักดันอย่างมหาศาลจาก จิตไร้สำนึก (เช่น แรงขับ, ความเก็บกด) การแบ่งโครงสร้างบุคลิกภาพเป็น Id, Ego, Super-ego ทำให้มองเห็นความขัดแย้งภายในที่นำไปสู่พฤติกรรมปกติและไม่ปกติได้อย่างชัดเจน (4002)
ตอบลบ