2.2.3.กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)

 

การทดลงของวัตสัน


เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค..1912 โดยมี John B.Watson (1878-1958) เป็นผู้ให้กำเนิดโดยอาศัย  แนวความคิดของนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย ชื่อ Ivan P. Pavlov (1847-1936) ผู้ซึ่งได้ค้นพบคำอธิบายเรื่องการเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เพราะการวางเงื่อนไข (Conditional Response)

John B.Watson ไม่เห็นด้วยกับวิธีพินิจภายใน หรือวิธีการตรวจสอบตนเอง โดยเห็นว่าเป็นวิธีที่แคบและไม่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้ให้ข้อมูลอาจเอนเอียงตามสิ่งเร้า ไม่เป็นไปตามความรู้สึกที่ได้สัมผัสจริง หรือที่เรียกว่า Stimulus-Error และไม่เห็นด้วยกับการศึกษาโครงสร้างของจิต โดยไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถศึกษาจิตได้ เพราะจิตไม่มีตัวตน ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ส่วนไหนของร่างกาย วิธีการศึกษาของกลุ่มพฤติกรรมนิยมส่วนมากใช้วิธีการทดลอง (Experimentation) ประกอบกับการสังเกตอย่างมีแบบแผน (Formal Observation) แล้วบันทึกเป็นหลักฐาน จึงเป็นเหตุให้เลิกสนใจเรื่องจิต หันมาสนใจเรื่องพฤติกรรม มีผลให้วิชาจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรม (The Science of Behavior) โดยมีแนวคิดที่สำคัญคือ พฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ จะต้องมีสาเหตุ เมื่ออินทรีย์ถูกเร้าจะมีการตอบสนองเกิดขึ้น การตอบสนองหรือพฤติกรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าอินทรีย์” ฉะนั้นกลุ่ม Behaviorism นี้จึงศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตได้เท่านั้น มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระว่าง สิ่งเร้า(Stimulus) กับ การตอบสนอง(Response)

แนวคิดพฤติกรรมนิยมเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1912 โดย John B. Watson (1878-1958) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย Ivan P. Pavlov (1847-1936) ผู้ค้นพบการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากการวางเงื่อนไข (Conditional Response)

John B. Watson ไม่เห็นด้วยกับวิธีพินิจภายในหรือการตรวจสอบตนเอง เพราะมองว่าเป็นวิธีที่แคบและขาดความเป็นวิทยาศาสตร์ โดยข้อมูลอาจเอนเอียงตามสิ่งเร้าและไม่สะท้อนความรู้สึกที่แท้จริง หรือที่เรียกว่า Stimulus-Error นอกจากนี้ เขายังไม่เห็นด้วยกับการศึกษาโครงสร้างของจิต เพราะเชื่อว่าจิตไม่มีตัวตนและไม่สามารถระบุได้ว่าตั้งอยู่ส่วนใดในร่างกาย วิธีการศึกษาของกลุ่มพฤติกรรมนิยมใช้การทดลอง (Experimentation) และการสังเกตอย่างมีระบบ (Formal Observation) พร้อมบันทึกเป็นหลักฐาน ซึ่งส่งผลให้เลิกสนใจเรื่องจิตและเปลี่ยนไปศึกษาพฤติกรรมแทน ทำให้จิตวิทยากลายเป็นวิทยาศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรม (The Science of Behavior) โดยมีแนวคิดสำคัญว่า “พฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์มีสาเหตุ เมื่ออินทรีย์ถูกกระตุ้นจะเกิดการตอบสนอง การตอบสนองหรือพฤติกรรมจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้า” ดังนั้น กลุ่มพฤติกรรมนิยมจึงศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตได้ โดยมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) เท่านั้น

สาระสำคัญของแนวทัศนะกลุ่มพฤติกรรมนิยมสามารถสรุปได้ดังนี้

1. การวางเงื่อนไข (Conditioning) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดังเช่นการทดลองของ Pavlov และ Skinner ที่เชื่อว่าสามารถใช้วิธีการฝึกฝนอบรมที่เหมาะสมเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กให้เป็นไปตามที่เราต้องการ โดยการวางเงื่อนไขให้เด็กเกิดพฤติกรรมจากการเรียนรู้ มากกว่าการตอบสนองต่อสัญชาตญาณหรือคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

2. พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

3. การเรียนรู้ของมนุษย์และสัตว์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก การทดลองกับสัตว์จึงง่ายกว่าการทดลองกับมนุษย์ และเราสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์ได้มากมายจากการศึกษาสัตว์


การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม Structuralism และ Functionalism พบว่า ทั้งสองกลุ่มเน้นการศึกษาจิตที่รู้สำนึก โดยเป็นการสำรวจจากภายในของสิ่งมีชีวิตออกมาภายนอก ในขณะที่กลุ่ม Behaviorism เน้นการศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ เป็นการสำรวจจากภายนอกเพื่อทำความเข้าใจภายใน นอกจากนี้ สองกลุ่มแรกใช้วิธีการสังเกตตนเอง (Introspection Method) ซึ่งเป็นวิธีเชิงอัตนัย ส่วนกลุ่ม Behaviorism ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ที่เป็นเชิงปรนัย และมุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาสำคัญของจิตวิทยาให้มีมาตรฐานเดียวกับวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ โดยนิยามว่า “จิตวิทยาคือศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรม (Psychology as a Science of Behavior)

แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้มักถูกวิจารณ์ว่า พยายามทำให้มนุษย์ดูเหมือนเครื่องจักร (…man is a machine-like organism) และไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล อย่างไรก็ตาม แนวคิดของกลุ่มนี้ยังถือว่ามีประโยชน์และมีคุณค่าอย่างมากต่อวงการจิตวิทยาและการศึกษา.

 สรุปแนวความคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม

1. วิธีการศึกษาของกลุ่มนี้ใช้การค้นคว้า พิสูจน์ สังเกต และทดลองพฤติกรรมด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการอธิบาย พยากรณ์ และควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าสองทฤษฎีแรก เช่น การปลูกฝังลักษณะนิสัยและเจตคติแก่เด็กโดยการวางเงื่อนไข หรือการปรับปรุงและควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ด้วยการให้รางวัลและการลงโทษ

2. แนวคิดของกลุ่มนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวงการจิตวิทยา การศึกษา และการบำบัดรักษาผู้ที่มีจิตผิดปกติ พฤติกรรมก้าวร้าว ปัญหาทางเพศ และผู้ติดยาเสพติด

3. แนวคิดของกลุ่มนี้มุ่งเน้นการศึกษาพฤติกรรมที่สามารถวัดได้ ไม่ใช่การศึกษาทางจิตวิญญาณ จึงทำให้วิชาจิตวิทยาไม่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์สาขาอื่น

4. แนวคิดของกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมว่ามีบทบาทต่อการกระทำของบุคคล การจัดสิ่งแวดล้อมในลักษณะต่าง ๆ สามารถสร้างพฤติกรรมที่นักจิตวิทยาต้องการได้ อย่างไรก็ตาม แนวคิดของพฤติกรรมนิยมได้รับการวิพากษ์จากนักจิตวิทยากลุ่มอื่น เช่น กลุ่มปัญญานิยมที่ชี้ว่าพฤติกรรมที่ซับซ้อน เช่น การศึกษาเรื่องภาษา โครงสร้างของความคิด และความจำ ไม่อาจอธิบายได้ครอบคลุมด้วยทฤษฎีการเรียนรู้เชิงพฤติกรรมนิยมเพียงอย่างเดียว


อิทธิพลของแนวคิดพฤติกรรมนิยมต่อการศึกษา

ด้านอิทธิพลที่เกิดขึ้น
1. การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบมีโครงสร้างส่งเสริมให้ครูสร้างห้องเรียนที่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ และความคาดหวังที่ชัดเจน เพื่อควบคุมพฤติกรรมและส่งเสริมการเรียนรู้
2. การใช้การเสริมแรง (Reinforcement)ครูใช้รางวัล เช่น คำชม คะแนน หรือสิทธิพิเศษ เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการ และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ผ่านการลงโทษหรือการถอนรางวัล
3. การเน้นพฤติกรรมที่สังเกตได้การเรียนรู้ถูกวัดจากพฤติกรรมที่สามารถเห็นและประเมินได้ เช่น การตอบคำถาม การทำแบบฝึกหัด มากกว่าการวัดความเข้าใจภายใน
4. การออกแบบบทเรียนแบบทีละขั้นตอนส่งผลให้เกิดการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่มีลำดับชัดเจน เช่น โปรแกรมการสอนแบบกำกับตนเอง และการเรียนรู้แบบฝึกหัดซ้ำๆ
5. การประเมินผลแบบพฤติกรรมใช้แบบทดสอบที่วัดพฤติกรรมการตอบสนอง เช่น การเลือกคำตอบที่ถูกต้อง การทำกิจกรรมตามคำสั่ง เพื่อประเมินผลการเรียนรู้

        แนวคิดนี้ยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนา การวิเคราะห์พฤติกรรมประยุกต์ (Applied Behavior Analysis) ซึ่งใช้ในการศึกษาพฤติกรรมเด็กพิเศษ และการปรับพฤติกรรมในบริบทการเรียนรู้ต่าง ๆ

การนำแนวคิดพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการเรียนการสอน

แนวทางการนำไปใช้รายละเอียด
1. การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบมีโครงสร้างครูสร้างห้องเรียนที่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ และความคาดหวังที่ชัดเจน เพื่อควบคุมพฤติกรรมและส่งเสริมการเรียนรู้
2. การใช้การเสริมแรง (Reinforcement)ใช้รางวัล เช่น คำชม คะแนน หรือสิทธิพิเศษ เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการ และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ผ่านการลงโทษหรือการถอนรางวัล
3. การเน้นพฤติกรรมที่สังเกตได้การเรียนรู้ถูกวัดจากพฤติกรรมที่สามารถเห็นและประเมินได้ เช่น การตอบคำถาม การทำแบบฝึกหัด มากกว่าการวัดความเข้าใจภายใน
4. การออกแบบบทเรียนแบบทีละขั้นตอนพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่มีลำดับชัดเจน เช่น โปรแกรมการสอนแบบกำกับตนเอง และการเรียนรู้แบบฝึกหัดซ้ำ ๆ
5. การประเมินผลแบบพฤติกรรมใช้แบบทดสอบที่วัดการตอบสนอง เช่น การเลือกคำตอบที่ถูกต้อง การทำกิจกรรมตามคำสั่ง เพื่อประเมินผลการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม

        แนวคิดนี้เหมาะกับการสอนที่ต้องการความชัดเจน มีเป้าหมายที่วัดผลได้ และสามารถปรับพฤติกรรมของผู้เรียนให้เหมาะสมกับบริบทของห้องเรียน

9 ความคิดเห็น:

  1. วัง
    _________________________________
    ผมว่าแนวคิดของพฤติกรรมนิยมมันเข้าใจง่ายดีนะ เพราะดูพฤติกรรมที่เห็นได้จริง ๆเวลาเราสอนเด็ก ถ้าให้รางวัลหรือคำชม เด็กก็จะทำพฤติกรรมดี ๆ ซ้ำอีกมันช่วยให้ควบคุมชั้นเรียนง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปวิเคราะห์ความคิดลึก ๆแต่บางอย่างก็อาจต้องใช้แนวคิดอื่นร่วมด้วย เพราะพฤติกรรมบางอย่างดูจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ครับ
    ____________________________5003

    ตอบลบ
  2. ตามความคิดส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดพฤติกรรมนิยมค่ะ รู้สึกว่าง่ายต่อการเข้าใจดีเพราะช่วยให้เห็นพฤติกรรมได้จริง ถ้าปรับใช้ในการสอน ก็จะเน้นใช้รางวัลและการลงโทษ ทำให้เห็นการตอบสนองชัดเจน เช่น ให้คะแนนหรือชมเชย เด็กก็จะทำพฤติกรรมที่ดีและลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ทำให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวได้ดีขึ้นค่ะ.

    ตอบลบ
  3. หนูมองว่าแนวทางนี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ครูจัดห้องเรียนอย่างเป็นระบบ ควบคุมพฤติกรรมเด็กได้อย่างชัดเจน แต่ข้อจำกัดคืออาจมองแค่พฤติกรรมที่เห็นภายนอก ถ้าเพิ่มการใส่ใจด้านความคิดและอารมณ์ของผู้เรียนด้วย จะทำให้การสอนสมบูรณ์มากขึ้นค่ะ

    (7026)

    ตอบลบ
  4. หนูมอง พฤติกรรมนิยมก็คือ การมองว่าการเรียนรู้กับพฤติกรรมของคนเรามันมาจาก “การฝึก การวางเงื่อนไข และสิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่มาจากใจลึกลับอะไร ถ้าครูอยากให้เด็กทำอะไร ก็สร้างสภาพแวดล้อมและใช้รางวัลลงโทษให้ถูก เด็กก็จะเรียนรู้และปรับตัวได้เองค่ะ

    (4002)

    ตอบลบ
  5. หนูมองพฤติกรรมนิยมดีตรงที่ทำให้การสอนชัดเจนวัดผลได้ ปรับพฤติกรรมได้แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกมิติของจิตใจมนุษย์

    ตอบลบ
  6. เห็นด้วยกับแนวคิดพฤติกรรมนิยมค่ะ เพราะมันสามารถวัดและสังเกตได้ง่ายๆผ่านพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก และพฤติกรรมมนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านสิ่งแวดล้อม การฝึกฝน และการเสริมแรง เช่น ถ้าครูชมหรือให้รางวัล เด็กก็จะแสดงพฤติกรรมที่ดีค่ะ

    ตอบลบ
  7. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  8. หนูเห็นด้วยค่ะ กับแนวคิดพฤติกรรมนิยม เพราะช่วยจัดการพฤติกรรมเด็กได้ดี เช่น การให้รางวัลหรือการลงโทษเบา ๆ แต่ควรใช้ร่วมกับแนวคิดอื่นเพื่อเข้าใจเด็กให้ครบทุกด้านค่ะ (7005)

    ตอบลบ
  9. ห็นด้วย ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้จริง ๆ เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่า “พฤติกรรมเกิดจากสิ่งแวดล้อมและการฝึกฝน” ไม่ใช่แค่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

    ตอบลบ

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...