บทที่
1
ความหมายจิตวิทยา
จิตวิทยาเป็นศาสตร์หนึ่งที่เรามักได้ยินเสมอ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเข้าหาบุคคลหรือกลุ่มคนด้วยเป้าหมายต่างๆ
เป็นศาสตร์และศิลป์ที่จะศึกษาถึงเทคนิคและวิธีการเข้าถึงและจัดการกับเพื่อนมนุษย์ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ให้ได้ผลดีที่สุด
ดังนั้นจิตวิทยาจึงนับว่าเป็นแขนงหนึ่งของวิชามนุษยวิทยา(Anthropology) วิชาสังคมวิทยา(Sociology) หรือวิชามนุษยศาสตร์(Humanity
Science)และสังคมศาสตร์(Social Science)
ในยุคแรกๆของการบังเกิดมนุษย์บนโลกนี้
มวลความรู้ต่างๆจะได้จากพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์
พระองค์จะทรงประทานความรู้ให้การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยผ่านศาสนทูตหรือเราะซูลของพระองค์
ﷺ
แต่ด้วยความโอหังและความเย้อหยิ่งของมนุษย์ที่ผ่านการครอบงำของความต้องการและการเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ในตัวของบุคคลบางคน
พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในคัมภีร์ที่เป็นคู่มือการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามความปรารถนาของตนเอง
ทำให้คำอธิบายบางอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ได้ขาดหายไปพร้อมกับการปฏิเสธศาสนทูตที่มาสั่งสอน
ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์และการจัดการกับมนุษย์ที่ถูกต้องถูกลบเลือนไป
นักปราชญายุคก่อนจึงได้ใช้ความสามารถที่พระเจ้ามอบให้แก่พวกเขา
คิดค้นหาคำตอบในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับมนุษย์ในลักษณะนั่งคิด ขีด เขียนบนโต๊ะ(Armchair
method) เช่น
คิดแสวงหาคำตอบความดีและความชั่วว่ามาจากส่วนไหนของมนุษย์
มาจากวิญญาณหรือมาจากภูตผีปีศาจที่แฝงอยู่ในเรือนร่างของมนุษย์
เป็นที่มาของการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณในตัวมนุษย์ และได้มีการบันทึกว่าในปี ค.ศ.1560
Melanchthon นักปราชญ์ชาวเยอรมันเป็นคนแรกที่ริเริ่มใช้คำว่า Psychology
จิตวิทยา ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโรมัน 2 คำ คือ Psyche (ไซคี)[1] หมายถึง mind (จิต) หรือ Soul (วิญญาณ) กับคำว่า Logos (โลกอส) หมายถึง Science (ศาสตร์, วิชา, วิทยาการ) หรือ Study (การศึกษา)
จากความหมายของคำแล้ววิชาจิตวิทยาหรือ Psychology นี้
หมายถึง ศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ (Psychology means
the study of the
soul) โดยเชื่อว่าวิญญาณเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายในร่างกายและเป็นตัวบงการให้มนุษย์กระทำในสิ่งต่างๆ
ภาษาอาหรับใช้คำว่า
علم النفس (علم : ความรู้ , نفس : จิต)
จิต
หมายถึง ธรรมชาติที่รับรู้ อารมณ์
วิญญาณ
หมายถึง สภาวะจิตที่เป็นการรับรู้ อารมณ์
วิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับ
เกินกว่าความสามารถที่มนุษย์จะศึกษาวิญญาณที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ได้
และอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างมนุษย์ได้กล่าวแก่ศาสนทูตคนสุดท้ายของพระองค์ว่า
ความว่า :
และพวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับวิญญาณจงกล่าวเถิดว่า “เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าของฉันและพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ
เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น. (อัล-อิซรออฺ:17/85)
มุหัมมัด กุฏุบ
ได้กล่าวว่า วิญญาณ (รูฮฺ : الروح) คืออีกส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งอยู่คู่กับร่างกาย กิจกรรมของรูฮฺหรือกิจกรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานของรูฮฺ
เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการ และ ความดี ความชอบ ความเมตตา
การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความเป็นพี่น้องกัน ความรัก ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม
ความเชื่อและความศรัทธาในอัลลอฮฺ หรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของวิญญาณ[2]
ในสมัยก่อน การศึกษาจิตวิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ เพราะเชื่อว่าวิญญาณเป็นสิ่งหนึ่งที่สิงอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่บงการให้ร่างกายแสดงพฤติกรรมต่างๆ
ปัจจุบัน
จิตวิทยา หมายถึง วิชาที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต
ซึ่งจัดอยู่ในสาขาวิชาพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science)
ในปี ค.ศ.1908 William
Mcdougall ได้เขียนในหนังสือของเขาที่ชื่อ "Introduction
to social psychology" ว่า "จิตวิทยา คือ
ศาสตร์ที่มีจุดมุ่งหมายให้เราเข้าใจและควบคุมพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต" (Psychology
is a science which aims to give us better understanding and control of the
behavior of the organism a whole)
John B.Watson(1878-1958) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันและได้รับการยกย่องว่าเป็นนักจิตวิทยาแผนใหม่
ได้ให้ความหมายของจิตวิทยาว่า จิตวิทยา คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม (Psychology
is a science of behavior) โดยเขากล่าวว่า “การแสดงออกที่เรียกว่า
“พฤติกรรม(Behavior)” เป็นการสะท้อนถึงจิตของบุคคลนั้น
ฉะนั้นเมื่อต้องการศึกษาเรื่องจิต ก็ควรศึกษาเรื่องพฤติกรรม”
Woodworth และ Marquis
ได้กล่าวว่า
“จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม”
(Psychology is the scientific study of activities of individual in
relation to his environment)
ในการจำกัดคำจำกัดความจิตวิทยาว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้
Woodworth
ได้กล่าวว่า “จิตวิทยาได้สูญเสียวิญญาณ จากนั้นก็สูญเสียจิต
สูญเสียจิตสำนึก ยังคงไว้พฤติกรรม”
Carter V.Good ได้ให้คำจำกัดความว่า
จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม(The
study of adjustment of organism) [3]
ผศ.ปราณี
รามสูตร ได้กล่าวว่า
“จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่มุ่งศึกษาเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
เพื่อจะได้ทราบสาเหตุแห่งพฤติกรรมต่างๆ
ซึ่งจะช่วยในการพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมนั้นๆ[4]
สรุปได้ว่า
จิตวิทยา (Psychology) ในปัจจุบัน
หมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม กระบวนการทางจิต
และประสบการณ์ของมนุษย์และสัตว์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจ ทำนาย
และควบคุมพฤติกรรมหรือกระบวนการเหล่านี้ ผ่านการวิจัยและวิธีการทางวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้จิตวิทยายังครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น สุขภาพ
การศึกษา องค์กร และการพัฒนาสังคม
พฤติกรรม(Behavior) หมายถึง การกระทำทุกอย่างของมนุษย์ทั้งที่กระทำโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว
เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกทางร่างกายซึ่งผู้อื่นสามารถสังเกตได้
เช่น การเดิน การกิน การพูด เป็นต้น และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตที่ผู้อื่นไม่สามารถสังเกตประสาทสัมผัสทั้ง
5 ได้และต้องใช้เครื่องมือช่วยในการสังเกต เช่น การคิด การจำ
เจตคติ และอารมณ์ และบางครั้งเป็นพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับทางสังคม เช่น การทำดี การละหมาด
เป็นต้น หรือพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่การยอมรับทางสังคม เช่น การลักขโมย การดื่มเหล้า
การประพฤติผิดทางเพศ เป็นต้น
ประเภทของพฤติกรรม
การจัดประเภทของพฤติกรรมขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด
เช่น ใช้หลักการสังเกต หลักการเกิดของพฤติกรรมหรือหลักการยอมรับทางสังคม เป็นหลักเกณฑ์ในการจัดประเภท
1. ใช้หลักการสังเกตเป็นการจัดประเภท จะแบ่งออกเป็นสองประเภท
คือ
1.1. พฤติกรรมภายนอก (Overt
Behavior) เป็นการกระทำที่ผู้อื่นสังเกตเห็น เช่น การวิ่ง การเดิน การอ่าน
การนอน เป็นต้น ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.1.1. พฤติกรรมโมล่า (Molar
Behavior) ได้แก่พฤติกรรมที่ผู้อื่นสังเกตได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ
ช่วย เช่น การเดิน การวิ่ง เป็นต้น
1.1.2. พฤติกรรมโมเลกุล่า (Molecular
Behavior) ได้แก่ พฤติกรรมที่ต้องอาศัยเครื่องมือช่วยจึงจะสังเกตได้
เช่น ความดันโลหิต กระแสประสาท เป็นต้น
1.2. พฤติกรรมภายใน(Covert
Behavior) เป็นพฤติกรรมที่คนอื่นสังเกตไม่ได้ เช่น การคิด การจำ การเนียต(نِيَّات)หรือการตั้งเจตนาต่างๆ
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นความในใจ รู้ได้เฉพาะเจ้าตัวเท่านั้น คนอื่นจะรู้เมื่อเจ้าตัวบอกหรือแสดงออกมาด้วยการกรทำทีคนอื่นสามารถสังเกตเห็นได้
เช่น เห็นคนนั่งหน้าบึ่ง หน้าตาแดง พูดจาฉุนเฉียว สันนิฐานได้ว่าเขากำลังโกรธ หรือการสังเกตเห็นว่าบุคคลหนึ่งละหมาดเมื่ออยู่ต่อหน้าคนเท่านั้น
ก็สันนิฐานได้ว่าเขาไม่ได้ละหมาดเพื่ออัลลอฮฺ
เขาละหมาดเพื่อให้คนอื่นเห็นเท่านั้น เป็นพฤติกรรมของคนกลับกลอก(มุนาฟิกีน)
อัลลอฮได้ตรัสถึงของพฤติกรรมคนเหล่านี้ว่า
ความว่า : แท้จริงบรรดาคนกลับกลอก(มุนาฟิกีน)นั้นกำลังหลอกลวงอัลลอฮฺ
ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้าน
กระทำไปให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ นอกจากเล็กน้อยเท่านั้น
(อัน-นิซาอฺ:4/142)
ทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกมีความสัมพันธ์กัน
หากบุคคลใดมิได้เสแสร้งคิดเช่นไรก็แสดงออกมาในลักษณะนั้น นักจิตวิทยาจึงได้ศึกษาถึงธรรมชาติของการคิด
การตัดสินใจ การเรียนรู้ เจตคติ เพื่อจะได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์มากยิ่งขึ้น
นบีมุหัมมัด ﷺ ได้กล่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพฤติกรรมภายในที่เป็นเนียต(ตั้งใจ)
กับพฤติกรรมภายนอก และผลกรรมที่จะได้รับว่า
ความว่า : ทุกการงานขึ้นอยู่กับการเนียต(ตั้งเจตนา)
และผลกรรมของทุกคนขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาได้ตั้งเจตนาไว้ ดังนั้นถ้าการอพยพ(ฮิจเราะฮฺ)ของผู้ใดสู่(เพื่อ)อัลลอฮและเราะซูลของพระองค์
การอพยพของเขาก็จะสู่อัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ และถ้าการอพยพของเขาเพื่อดุนยา(โลก)
หรือเพื่อหญิงสาวที่เขาจะแต่งงานด้วย การอพยพของเขาก็จะสู่สิ่งที่เขาได้อพยพไปหา.
(อัลบุคอรีย์:2529)
พฤติกรรมภายในเป็นบ่อเกิดพฤติกรรมภายนอก
อิสลามจึงสนับสนุนให้มนุษย์คิดที่จะกระทำในสิ่งที่ดี ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ(รอฎิฯ)ได้รายงานว่า
ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า : “เมื่อบ่าวของฉันต้องการที่จะทำชั่ว
จะไม่บันทึกสิ่งใดๆสำหรับเขาจนกว่าเขากระทำในความชั่วนั้น และเมื่อเขาทำไปก็จะบันทึกเท่าที่เขาทำไป
แต่ถ้าเขาละทิ้ง(ไม่ทำ)ในความชั่วนั้นเพื่อฉัน(อัลลอฮฺ) ก็จะบันทึกแก่เขาหนึ่งความดี
ถ้าเขาต้องการที่จะกระทำความดี และยังไม่ได้กระทำในความดีนั้น ก็จะบันทึกให้แก่เขาหนึ่งความดี
ถ้าเขาได้กระทำความดีนั้น(ตามที่เขาต้องการ) ก็จะบันทึกแก่เขาในความดีนั้นเป็นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า” (อัลบุคอรีย์:7501)
2. ใช้หลักการเกิดของพฤติกรรม แบ่งได้
2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
2.1. พฤติกรรมติดตัวมาแต่กำเนิด(Inborn
หรือ Innate Behavior) หมายถึง
การกระทำที่มนุษย์และสัตว์สามารถปฏิบัติได้ตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็นไปตามวุฒิภาวะ
หรือความพร้อมของร่างกายโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกหัดหรือผ่านการฝึกฝนมาก่อน
ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน อยู่ที่ใด
และวัฒนธรรมอย่างไรก็สามารถแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นได้เองตามธรรมชาติ เช่น
เด็กทารกสามารถนั่ง คลาน ยืน เดิน
วิ่งได้ด้วยตนเองเมื่อร่างกายมีความพร้อมที่จะเคลื่อนไหวได้
หรือเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาทุกคนสามารถทำได้เป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด
พฤติกรรมนี้ในสัตว์เราเรียกว่า สัญชาตญูาณ(Instinct) เช่น
สัญชาตญาณแมลงบินเข้าหาไฟ สัญชาตญาณการสร้างรังของนก เป็นต้น
2.2. พฤติกรรมเรียนรู้ (Learned
Behavior) เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้สังเกตหรือได้รับการฝึกหัด
ฝึกฝนแล้ว เช่น การว่ายนำ การขับรถ การอ่านหนังสือเป็นต้น
พฤติกรรมเหล่านี้จะต้องมีการฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดการเรียนรู้ขึ้น
พฤติกรรมจึงเปลี่ยนจากทำไม่ได้มาเป็นทำได้ ยิ่งมีการฝึกฝนบ่อยพฤติกรรมนั้นก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย
คล่องแคล้วและซับซ้อนได้มากขึ้น
ท่านนบีมูฮำหมัด
ﷺ
ได้กล่าวในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ในตอนหนึ่งว่า
ความว่า :
ทุกคนที่เกิดมา จะเกิดมาบนฟิตเราะฮฺ(ธรรมชาติที่ถูกกำหนดมา)
ดังนั้นบิดามารดาของเขาเป็นผู้ที่ทำให้เขาเป็นยิว หรือเป็นนัศรอนีย์(คริสต์)
หรือมะญูซี(ลัทธิบูชาไฟ) เหมือนสัตว์ที่ให้ลูกออกมาเจ้าเห็นว่ามันขาดวิ่นหรือเปล่า. (อัลบุคอรีย์:1385)
มนุษย์คลอดออกมาก็จะมีชีวิตไปตามฟิตเราะฮฺหรือธรรมชาติตามที่อัลลอฮฺกำหนด
ถึงเวลาก็จะร้อง พูด เดิน วิ่ง ฯลฯ ไม่เคยออกนอกลู่เป็นอย่างอื่น
แต่พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การนับถือศาสนา การเลือกทำดี ทำชั่ว
หรือเลือกวิถีชีวิตสำหรับการดำเนินชีวิตของตน บิดามารดาหรือผู้ที่อยู่รอบข้างเป็นผู้ที่สั่งสอนเขา
ด้วยการทำให้ดู สอนให้เขาเรียนรู้หรือฝึกฝนจนเขาแสดงพฤติกรรมนั้นๆ ออกมา
3. ใช้หลักการยอมรับทางสังคม แบ่งเป็น
2 ลักษณะ
3.1. พฤติกรรมที่พึงประสงค์(Desirable
Behavior) ได้แก่พฤติกรรมที่สังคมยกย่องว่า ดี ถูก และควรกระทำ เช่น
การทำตามหน้าที่ ทำตามศาสนา การละหมาด หรือทำตามจารีตประเพณี เป็นต้น
3.2. พฤติกรรมไม่พึงประสงค์(Undesirable
Behavior) ได้แก่พฤติกรรมที่สังคมประณามว่า เลว ผิด และไม่ควรกระทำ
เช่น การลักขโมย การมีชู้และผิดประเวนี การฆ่ามนุษย์ การทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
ผิดหลักศาสนาหรือผิดจารีตประเพณี เป็นต้น
อัลลอฮฺได้ตรัสถึงพฤติกรรมของมนุษย์มีทั้งที่ยอมจำนนได้ทำตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ และมีทั้งปฏิเสธไม่ยอมทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์
ความว่า
: แท้จริงเราได้ชี้แนะแนวทางให้แก่เขาแล้ว บางทีเขาก็เป็นผู้กตัญญู
และบางทีเขาก็เป็นผู้เนรคุณ. (อันล-อินซาน:76/3)
นอกจากนี้กุรอานได้แบ่งพฤติกรรมของมนุษย์แยกลักษณะออกเป็นคู่ๆ
ดังนี้
1. พฤติกรรมภายใน (سلوك باطن)
ได้แก่ การเนียตต่างๆ กับพฤติกรรมภายนอก (سلوك ظاهر) ได้แก่การกระทำต่างๆ
2. พฤติกรรมที่มาแต่กำเนิด (سلوك فطري)
ได้แก่ การได้รับทางนำโดยการดลใจหรืออิลฮาม(الهام) กับพฤติกรรมแสวงหา (سلوك مكتسب) ได้แก่ การได้รับทางนำโดยวิธีได้รับความกระจ่าง(البَيَان)
3. พฤติกรรมปกติسلوك سوي) ) ได้แก่ สัจจะและความถูกต้อง กับพฤติกรรมเบี่ยงเบน (سلوك منحرف) ได้แก่ การคาดเดาและการกระทำตามอารมณ์ นอกกฏเกณฑ์ที่ได้กำหนดขึ้น
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะมีธรรมชาติที่ยุ่งยากและซับซ้อน
ผู้ศึกษาจิตวิทยาควรยอมรับข้อตกลงเบื้องต้นก่อนดังนี้
1. พฤติกรรมทุกพฤติกรรมต้องมีสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้น
และสาเหตุนั้นๆอาจทำให้เกิดพฤติกรรมได้หลายพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
ขณะเดียวกันพฤติกรรมอย่างเดียวอาจเกิดจากหลายๆสาเหตุหรือสาเหตุเดียวที่แตกต่างกันได้
2. บุคคลแต่ละคนแม้จะมาจากพ่อแม่คนเดียวกันหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
แต่อาจแตกต่างกันในความรู้สึก ความคิด เชาวน์ ปัญญา ฯลฯ
ดังนั้นต่างคนอาจจะมีพฤติกรรมต่างกันแม้จะมีสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมอันเดียวกัน
3. พฤติกรรมที่นำมาศึกษาเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างปกติตามธรรมชาติ
(طبيعية) มีบางพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนอกเหนือปกติ
หรือไม่เป็นไปตามที่เราคาดคิด บางพฤติกรรมอาจจะไม่เป็นอย่างที่เคยเป็นก็ได้
ซึ่งในเรื่องนี้
อิสลามได้ห้ามการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าต้องเกิดอย่างนั้นอย่างนี้อย่างแน่นอน
อัลลอฮฺตรัสตอนหนึ่งว่า
ความว่า
: เจ้าจงอย่าพูดกับสิ่งใดว่า “ฉันได้กระทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้” เว้นแต่เป็นเจตนารมณ์ของอัลลอฮ.
(อัล-กะฮฺฟิ:18/23-24)
เราจะพูดถึงพฤติกรรมอิกครั้งในหัว
ในมิติแหล่งกำเนิดพฤติกรรม ในบทต่อไป
อย่างที่เราทราบกันดีดว่า
“วิชาจิตวิทยา” จะไม่มีในอิสลาม แต่เนื้อหาเกี่ยวกับจิต
โดยเฉพาะการขัดเกลาจิตอิสลามได้เน้นและให้ความสำคัญตั้งแต่อิสลามที่นำโดยท่านนศาสนดามุฮัมมัด
ﷺ เริ่มบังเกิด
เมื่อศาสตร์ทางตะวันตกได้ความสำคัญเกี่ยวกับศาสตร์ทางจิตวิทยา
นักวิชาการอิสลามก็พยายามรวรวมความรู้ที่อยู่ในอิสลามที่เกี่ยวข้องกับจิตมาเป็นศาสตร์ใหม่แต่เนื้อหาคงเดิมโดยให้ชื่อว่า
عِلْمُ الْنَفْسِ
(อิลมุลนัฟซฺ)
คำว่า “นัฟซฺ” เกี่ยวข้องกับจิตอย่างไร
และในอัลกุรอานใช้คำนี้ในความหมายอะไรบ้าง
อัลกุรอานได้ใช้นัฟซฺ
(نفس)
ในหลายความหมายด้วยกัน เช่น
1. نفس
หมายถึง
วิญญาณ อัลลอฮฺตรัสว่า :
ความว่า
: และหากเจ้าจะได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมอยู่ในภาวะคับขันแห่งความตายและมะลาอิกะฮฺกำลังแบมือของพวกเขา
(โดยกล่าวว่า) จงให้วิญญาณของพวกเจ้าออกมา. (อัล-อันอาม:6/93)
إِنَّآ أَرۡسَلۡنَا عَلَيۡهِمۡ صَيۡحَةٗ وَٰحِدَةٗ فَكَانُواْ كَهَشِيمِ ٱلۡمُحۡتَظِرِ
ความว่า
: แท้จริง เราได้ส่งเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียวลงบนพวกเขา แล้วพวกเขากลายเป็นเช่นเศษไม้แห้ง.
(อัล-เกาะมัรฺ:54/31)
หมายถึงวิญญาณได้หลุดลอยออกไปจากร่างกาย
และร่างกายก็สูญสลายไปดังใบไม้แห้ง
وَجَحَدُواْ بِهَا وَٱسۡتَيۡقَنَتۡهَآ أَنفُسُهُمۡ ظُلۡمٗا وَعُلُوّٗاۚ فَٱنظُرۡ كَيۡفَ كَانَ عَٰقِبَةُ ٱلۡمُفۡسِدِينَ
ความว่า
: และพวกเขาได้ปฏิเสธมันอย่างยุติธรรมและเย่อหยิ่ง ทั้ง ๆ ที่จิตใจของพวกเขาเชื่อมั่นมันดังนั้นจงดูเถิดว่า
บั้นปลายของบรรดาผู้บ่อนทำลายนั้นจะเป็นเช่นไร (อัน-นัมลฺ:27/14)
4. نَفْسٌ หมายถึง ใจและสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น อก หัวใจ และอื่นๆ
وَٱذۡكُر رَّبَّكَ فِي نَفۡسِكَ تَضَرُّعٗا وَخِيفَةٗ
ความว่า
: และเจ้า(มุฮัมมัด) จงรำลึกถึงพระเจ้าของเจ้าในใจของเจ้าด้วยความนอบน้อมและยำเกรง
(อัล-อะอฺรอฟ:7/205)
5. نَفْسٌ หมายถึง พลังความดีและความชั่วที่มีอยู่ในตัวมนุษย์
وَأَمَّا مَنۡ خَافَ مَقَامَ رَبِّهِۦ وَنَهَى ٱلنَّفۡسَ عَنِ ٱلۡهَوَىٰ ٤٠ فَإِنَّ ٱلۡجَنَّةَ هِيَ ٱلۡمَأۡوَىٰ
ความว่า
: และส่วนผู้ที่หวาดหวั่นต่อการยืนเบื้องหน้าพระเจ้าของเขา และได้หน่วงเหนี่ยวจิตกิเลสใฝ่ต่ำ ดังนั้นสวนสวรรค์ก็จะเป็นที่พำนักของเขา (อัน-นาซิอาต:79/40-41)
ความสัมพันธ์ระหว่างจิต (นัฟซุน:نَفْسٌ) กับใจ (กอลบุน:قَلْبٌ)
มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ
ที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมนี้ อัลกุรอานและหะดิษใช้คำว่า قَلْبٌ
กอลบุน
(ใจ) ดังที่ ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า
”إِنَّ
فِي الْجَسَدِ مُضْغَةً إِذَا صَلَحَتْ صَلَحَ الجَسَدُ كُلُّهُ وَإِذَا فَسَدَتْ فَسَدَ
الْجَسَدُ كُلُّهُ أَلاَ وَهِيَ الْقَلْبُ“
ความว่า
: แท้จริงในตัวมนุษย์นั้นมีก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง ถ้าก้อนเนื้อก้อนนี้ดี ทุกส่วนของร่างกายก็จะดีด้วย
และถ้าก้อนเนื้อก้อนนี้ร้าย ทุกส่วนของร่างายก็จะเสียหายด้วย ก้อนเนื้อก้อนนี้ไม่ใช่หัวใจกระนั้นหรือ? (อัลบุคอรีย์:52)
หัวใจของมนุษย์มีหน้าที่ทางสรีระเป็นที่สูบฉีดโลหิต
โดยจะรับโลหิตดำที่ถูกร่างกายใช้แล้วเข้าไปกลั่นกรองที่หัวใจให้เป็นโลหิตสีแดงและดีแล้วจะฉีดไปทั่วร่างกายเพื่อที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากเลือดดีนี้ได้อย่างทั่วถึง
ท่านรซูลุลอฮฺ
ﷺ ได้กล่าวว่า
إِنَ الشَّيْطَانَ يَجْرِي
مِنَ الإِنْسَانِ مَجْرَى الدَّمِ
ความว่า
: แท้จริงไชฎอนได้วิ่งในตัวมนุษย์บนเส้นทางวิ่งของสายเลือด (อัลบุคอรีย์:3281)
ด้วยฟิฏเราะฮฺ(ธรรมชาติที่อัลลอฮฺกำหนด)แล้ว
มนุษย์จะกระทำแต่การดี ดังที่นบี ﷺได้กล่าวตอนหนึ่งว่า
كُلُّ
مَولُودٍ يُولَدُ عَلَى الفِطْرَةِ
ความว่า
: เด็กทุกคนจะคลอดออกบนฟิฏเราะฮฺ(ตามที่อัลลอฮฺกำหนด). (อัลบุคอรีย์:1385)
แต่เมื่อถูกไซฏอนที่วิ่งอยู่ทั่วทั้งร่างกายผ่านสายเลือด
มากระซิบกระซาบในใจ แล้วจิต (نفس) ก็จะสั่งให้แสดงพฤติกรรมชั่วออกมาทันที
กอลบุน (قَلْبٌ)
ใจหรือหัวใจ ในอัลกุรอานจะใช้ในหลายความหมาย แต่ทุกความหมายจะแสดงถึงการบังคับบัญชาให้ร่างกายกระทำการดีหรือกระทำชั่ว
• ใจ(จิต)
หรือ قَلْبٌ เป็นแหล่งรับพิจารณา
• ใจ(จิต) หรือ قَلْبٌ
เป็นแหล่งของความรู้สึก
• ใจ(จิต) หรือ قَلْبٌ
แหล่งของการตั้งใจมุ่งหมาย
(เนียต نيات)
การศรัทธา
(อิมาน) การปฏิเสธ (กุฟุร) และการกลับกลอก (นิฟาก) จะสัมพนธ์กับจิตใจทั้งทางตรงและทางอ้อม
เพราะทั้งสามอย่างจะมีทั้งความคิด ความรู้สึกและความมุ่งมั่นต้องการ
มนุษย์ทุกคนจะมีผู้ติดตามเขาอย่างใกล้ชิด
ถ้าไม่เป็นมะลาอีกะฮเพื่อชี้นำให้ทำการดี ก็จะเป็นญิน (ไชฏอน) ที่กระซิบกระซาบให้ทำชั่ว
ท่านนบี ﷺ
ได้กล่าวว่า
مَا مِنْكُمْ مِنْ أَحَدٍ إِلاَّ
وَقَدْ وُكِّلَ بِهِ قَرِيْنُهُ مِنَ الْجِنِّ وَقَرِيْنُهُ مِنَ الْمَلاَئِكَةِ
ความว่า
: ไม่มีผู้ใดเลยระหว่างพวกเจ้า นอกจากทุกคนจะมีตัวแทนเป็นคู่หูสนิท(กอรีน)ของเขาจากญินและคู่หูสนิทจากมะลาอิกะฮฺ (มุสลิม:2814)
จิตที่รู้สึกว่าอยากจะทำดีได้รับการดลใจจากมะลาอิกะฮฺ
และถ้ารู้สึกอยากจะทำชั่วคือเขาได้รับเสียงการกระซิบกระซาบจากไชฏอน
และ อับดุลลอฮฺ
อิบนุ มัซอูด ได้รายงานว่า ท่านนบี(ศอลฯ) ได้กล่าวว่า
إِنَّ
لِلشَّيْطَانِ لَمَّةً بِابْنِ آدَمَ وَلِلْمَلَكِ لَمَّةً فَأَمَّا لَمَّةُ الشَّيْطَانِ
فَإِيْعَادٌ بِالشَّرِّ وَتَكْذِيْبٌ بِالْحَقِّ وَأَمَّا لَمَّةُ الْمَلَكِ فَإِيْعَادٌ
بِالْخَيْرِ وَتَصْدِيقٌ بِالْحَقِّ
ความว่า
: แท้จริงไชฏอนและมะลาอิกะฮฺนั้นจะกระซิบกระซาบในจิตใจมนุษย์ การกระซิบกระซาบของไชฏอนนั้นจะชักชวนให้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี
ให้ปฏิเสธความจริง ส่วนการกระซิบกระซาบ(อิลฮาม) ของมะลาอิกะฮ จะชักชวนในสิ่งที่ดี ยอมรับความจริง
(อัตติรมีซีย์:2988) [5]
ประเภทของจิต(نَفْسٌ)
นักวิชาการอิสลามได้จัดประเภทของจิตแตกต่างกัน
แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เช่น บางคนได้แบ่งประเภทของจิตตามลำดับขั้นตอนของวัย โดยแบ่งเป็น
จิตพืช(จิตทารกก่อนคลอด) จิตสัตว์(จิตทารกช่วงให้นม) และจิตมนุษย์(จิตแยกแยะ) และบางได้แบ่งจิตมนุษย์ออกเป็นลำดับขั้นดังนี้
คือ จิตใฝ่ต่ำ จิตสำนึก จิตสงบ จิตยอมรับ จิตรับรู้ และจิตสมบูรณ์
ในที่นี้เราจะแบ่งจิตตามที่กล่าวไว้ในอัลกุรอานออกเป็น
5 ระดับ คือ จิตสมดุล จิตใฝ่ต่ำ จิตสำนึก จิตบริสุทธิ์ และจิตสงบ(ยอมรับ) (มูฮำหมัดอุษมาน นะญาตี : 1988)
وَنَفۡسٖ وَمَا سَوَّىٰهَا فَأَلۡهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقۡوَىٰهَا
ความว่า
: และด้วยชีวิต(จิต) และที่พระองค์ทรงทำให้มันสมดุลแล้วพระองค์ทรงดลใจมันให้รู้ทางชั่วของมันและทางสำรวมของมัน.
(อัช-ชัมซฺ:91/7-8)
อายะฮฺนี้แสดงให้เราเห็นว่า
จิตจะประกอบด้วย 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ความสมดุลของมนุษย์และการได้ถูกให้รับรู้
ลักษณะแรก
อัลฟัครุดีน อัรฺรอซี ได้กล่าวว่า มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมดุล คือ ความสมดุลของเรือนร่างในด้านสรีระ
มีซ้ายและขวาที่สมดุลกัน และความสมดุลในด้านจิตอันประกอบด้วยพลังความสามารถต่างๆ พลังความคิด
พลังความจำ เป็นต้น
อิบนุ กะษีรฺ
ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ความหมายของอายัต وَنَفْسٍ وَمَا سَوَّاهَا
คือ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาในสภาพจิตที่สมดุลและสมบูรณ์ตามที่ถูกกำหนด ดังที่นบี ﷺ
ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า
كُلُّ مَولُودٍ يُولَدُ عَلَى
الْفِطْرَةِ
ความว่า
: ทุกคนที่เกิดมา จะเกิดมาบนฟิตเราะฮ(ความสมบูรณ์พร้อมตามที่ถูกกำหนดมา) (อัลบุคอรีย์:1385)
ซัยยิด กุฏุบ
ได้กล่าวในหนังสือ “ภายใต้ร่มเงาของอัลกุรอาน (في ظِلالِ القُرآن)”
ว่า อายัตนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยลักษณะที่เป็นคู่
นั่นคือ ธรรมชาติ(طبيعة)ที่เป็นคู่(มะลาอิกะฮและสัตว์) ความพร้อมที่เป็นคู่(ร่างกายและจิตใจ)
และทิศทางการเจริญเติบโต(ซ้ายและขวา)
ลักษณะที่สอง
فَأَلْهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقْوَاهَا
(แล้วพระองค์ทรงดลใจมันให้รู้ทางชั่วของมันและทางสำรวมของมัน) อิบนุญะรีรฺ อัฏเฏาะบะรี ได้ให้ความหมายว่า ได้รับความกระจ่างว่าสิ่งไหนที่จะต้องทำระหว่างความดีกับความเลว
การภักดีกับการปฏิเสธ
จิตใฝ่ต่ำเป็นลักษณะที่สองต่อจากลักษณะแรก
(จิตสมดุล) หลังจากที่มนุษย์ได้คลอดออกมาสู่โลกนี้ด้วยความพร้อม มีความสมบูรณ์และความดีถูกปลูกฝังอยู่ในตัว
ความบริสุทธิ์ของจิตใจจะมีติดตัวตั้งแต่แรกเกิด ในเวลาเดียวกันจิตมนุษย์ก็จะถูกครอบงำด้วยอำนาจกระซิบกระซาบของไชฏอน
ซึ่งจะมาทั้ง่ในรูปของญิน มนุษย์หรือวัตถุอื่นๆ ที่คอยชักจูงให้มนุษย์มุ่งสู่การกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ดังที่อัลกุรอานได้ยกตัวอย่างคนที่ถูกจิตใฝ่ต่ำครอบงำ
เช่น กรณีกอบิลบุตรของนบีอาดัม
ได้ฆ่าน้องชายของตัวเอง ในเหตุการณ์การฆาตกรรมรายแรกของโลก เพราะจิตของกอบิลคล้อยตามจิตใฝ่ต่ำของเขาเองให้อิจฉาริษยาในความดีที่น้องชายได้รับ
ความว่า
: แล้วเขาก็คล้อยตามจิตของเขาในการที่จะฆ่าน้องชายของเขา แล้วเขาก็ฆ่าน้องชายของเขา
(อัลมาอิดะฮฺ:5/30)
กรณีนบียูซุฟ
(อะลัยฮิสสาลาม) กับภรรยาข้าหลวงใหญ่ของเมืองอียิปต์ โดยนางต้องการให้ยูซุฟหลับนอนกับนาง
และนางก็ยอมรับว่าที่นางทำไปนั้นเป็นเพราะอำนาจของจิตใฝ่ต่ำของนาง
قَالَ مَا خَطۡبُكُنَّ إِذۡ رَٰوَدتُّنَّ يُوسُفَ عَن نَّفۡسِهِۦۚ قُلۡنَ حَٰشَ لِلَّهِ مَا عَلِمۡنَا عَلَيۡهِ مِن سُوٓءٖۚ قَالَتِ ٱمۡرَأَتُ ٱلۡعَزِيزِ ٱلۡـَٰٔنَ حَصۡحَصَ ٱلۡحَقُّ أَنَا۠ رَٰوَدتُّهُۥ عَن نَّفۡسِهِۦ وَإِنَّهُۥ لَمِنَ ٱلصَّٰدِقِينَ ذَٰلِكَ لِيَعۡلَمَ أَنِّي لَمۡ أَخُنۡهُ بِٱلۡغَيۡبِ وَأَنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي كَيۡدَ ٱلۡخَآئِنِينَ وَمَآ أُبَرِّئُ نَفۡسِيٓۚ إِنَّ ٱلنَّفۡسَ لَأَمَّارَةُۢ بِٱلسُّوٓءِ إِلَّا مَا رَحِمَ رَبِّيٓۚ إِنَّ رَبِّي غَفُورٞ رَّحِيمٞ
ความว่า
: เจ้าเมืองตรัสว่า “เรื่องราวของพวกเธอเป็นเช่นไร เมื่อพวกเธอยั่วยวนยูซุฟ” พวกนางกล่าวว่า
“ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาทำชั่ว” ภรรยาของข้าหลวง กล่าวว่า “บัดนี้ความจริงได้ปรากฏขึ้นแล้ว ฉันได้ยั่วยวนเขาและแท้จริงเขาคือผู้หนึ่งในหมู่ผู้สัตย์จริงอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพื่อให้เขารู้ว่า แท้จริงฉันมิได้ทรยศต่อเขาโดยลับหลัง
และแท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้แนะแนวการวางแผนของพวกทรยศ และฉันไม่อาจชำระจิตของฉันให้สะอาดบริสุทธิ์ได้
แท้จริงจิตนั้นถูกครอบงำไว้ด้วยความชั่ว นอกจากที่พระเจ้าของฉันทรงเมตตาแท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย
ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ยูซุฟ:12/51-53)
และนบียะอฺกูป(อะลัยฮิสสาลาม)
ได้กล่าวกับลูกๆของท่าน เมื่อลูกๆของท่านนำเสื้อที่เปื้อนเลือด ซึ่งเป็นเลือดแกะที่พวกเขากล่าวอ้างว่าเป็นเลือดของยูซุฟที่ถูกสุนัขจิ้งจอกกัดกิน
قَالَ بَلۡ سَوَّلَتۡ لَكُمۡ أَنفُسُكُمۡ أَمۡرٗاۖ
ความว่า
: (ยะกูบ)กล่าวว่า แต่พวกเจ้าได้กระทำขึ้นเพื่อพวกเจ้าด้วยการบัญชาของจิตพวกเจ้าเอง
(ยูซุฟ:12/83)
ครั้น มูซา
ซามีรี ได้หลอมวัวจากทองคำที่เก็บเรี่ยไรและให้กลุ่มชนที่ตามนบีมูซา(อะลัยฮิซซะลาม)
คือ บะนีอิสรออีล กราบไหว้รูปวัวนั้น แทนที่จะรอการกลับมาของนบีมูซาจากการเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ
และมูซา ซามีรี ได้กล่าวว่า
ความว่า : และเช่นนั้นแหละจิตใจของฉันได้เห็นดีเห็นงาม
(ฏอฮา:20/96)
ครั้งที่นบีมูซาได้เข้าไปในเมืองและได้เห็นคนกำลังต่อสู้กันสองคน
ชายคนหนึ่งเป็นพรรคพวกของเขากับอีกคนที่เป็นพรรคพวกของศัตรู และเมื่อคนที่ที่เป็นพรรคพวกของเขาได้ขอความช่วยเหลือ
นบีมูซาเข้าไปช่วยแล้วได้ฆ่าชายที่ชายที่เป็นพรรคพวกของศัตรู การการะทำเช่นนั้นเป็นการกระทำที่ไชฏอนครอบงำอยู่
فَوَكَزَهُۥ مُوسَىٰ فَقَضَىٰ عَلَيۡهِۖ قَالَ هَٰذَا مِنۡ عَمَلِ ٱلشَّيۡطَٰنِۖ إِنَّهُۥ عَدُوّٞ مُّضِلّٞ مُّبِينٞ
ความว่า
: มูซาได้ต่อยเขาแล้วได้ฆ่าเขา เขากล่าวว่า “นี่มันเป็นการกระทำของไชฏอน แท้จริงมันเป็นศัตรูที่ทำให้หลงผิดอย่างแจ้งชัด”
(อัล-เกาะศอศ:28/35)
ไชฏอนจะอยู่เคียงคู่กับมนุษย์เสมอ
พยายามที่จะหลอกลวงมนุษย์ ดังที่ท่านรซูลุลอฮฺ ﷺ ได้กล่าวว่า
إِنَ الشَّيْطَانَ يَجْرِي
مِنَ الإِنْسَانِ مَجْرَى الدَّمِ
ความว่า
: แท้จริงไซฎอนได้วิ่งในตัวมนุษย์บนทางวิ่งของสายเลือด (มุสลิม:2178)
และไชฏอนจะชักชวนให้มนุษย์ทำชั่วตลอดเวลา
ดังที่ที่นบีได้กล่าวในหะดีษได้ยกมาก่อนหน้านี้
นักอรรถาธิบายอัลกุรอานบางกลุ่มได้ให้ความหมายจิตสำนึกนี้ว่าเป็นจิตของมุมิน(ผู้ศรัทธา)
และบางกลุ่มว่าเป็นจิตมนุษย์ที่สำนึกในความผิดพลาดของตนเองที่ได้กระทำให้สิ่งที่ไม่ดี
ละทิ้งการทำในสิ่งที่ดี
ความว่า
: ข้าสาบานต่อวันกิยามะฮฺ และข้าขอสาบานต่อชีวิตที่ประณามตนเอง (อัลกิยามะฮ:75/1-2)
อิบนุอับบาซ
กล่าวว่า ٱللَّوَّامَةِ
(เลาวามะฮฺ) ในที่นี้ หมายถึงจิตที่สำนึกและตำหนิตนเองในวันฟื้นคืนชีพทั้งที่เป็นคนที่ได้ทำดีแล้ว
เขาจะตำหนิตัวเองว่าทำไมไม่ทำในสิ่งที่แสดงการภักดีต่ออัลลอฮฺมากยิ่งกว่าที่ได้ทำมา
และคนทำชั่วจะตำหนิตัวเองว่าทำไมไม่ทำสิ่งที่ยำเกรง (ตักวา)ต่ออัลลอฮฺ
เมื่อจิตได้ประณามตนเองและสำนึกในการกระทำที่ตัวเองได้กระทำลงไป
มนุษย์ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง จากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์สู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์
อย่างค่อยเป็นค่อยไป จิตในขณะนั้นได้แยกแยะออกเป็น 2 แนวทาง คือ ความจริงกับความเท็จ
หรือสิ่งดีกับสิ่งไม่ดี จากนั้นจิตสำนึกก็เป็นจิตลักษณะใหม่ คือ จิตพยายาม (نَفْسٌ مُجَاهَدَةٌ)
ความสำนึกนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่จิตที่ถูกครอบงำโดยไชฏอน
(نَفْسٌ أَمَّارَة بِالسُّوء) จากนั้นก็จะแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่ว
เพื่อมุ่งสู่จิตบริสุทธิ์ต่อไป
4. จิตบริสุทธิ์ (نَفْسٌ زَكِيَّة)
จิตบริสุทธิ์
คือ จิตที่ผ่านกระบวนการพยายามขัดเกลาและชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลาย ทั้งที่ความสกปรกที่มาในรูปของความต้องการขั้นพื้นฐาน
เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือความต้องการทางเพศ และความสกปรกที่สัมผัสไม่ได้ เช่น ความศรัทธาหรือความเชื่อผิดๆ
รวมถึงการพูด การกระทำในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับและผิดคำสอนของศาสนา อัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับจิตบริสุทธิ์นี้ว่า
وَنَفۡسٖ وَمَا سَوَّىٰهَا فَأَلۡهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقۡوَىٰهَا قَدۡ أَفۡلَحَ مَن زَكَّىٰهَا وَقَدۡ خَابَ مَن دَسَّىٰهَا
ความว่า
: และด้วยชีวิต(จิต) และที่พระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์ แล้วพระองค์ทรงดลใจมันให้รู้ทางชั่วของมันและทางสำรวมของมัน
แน่นอนผู้ขัดเกลาจิตย่อมได้รับความสำเร็จ และแน่นอนผู้หมกมุ่นมัน(ด้วยการทำชั่ว) ย่อมล้มเหลว
(อัช-ชัมซ:91/7-10)
มนุษย์จะชำระล้างให้ตัวเองบริสุทธิ์
และจะบริสุทธิ์ได้นั้นจะต้องได้รับการทรงอนุญาตจากอัลลอฮฺ
وَلَوۡلَا
فَضۡلُ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡ وَرَحۡمَتُهُۥ مَا زَكَىٰ مِنكُم مِّنۡ أَحَدٍ أَبَدٗا وَلَٰكِنَّ
ٱللَّهَ يُزَكِّي مَن يَشَآءُۗ وَٱللَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٞ
ความว่า
: และหากมิใช่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺแก่พวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์แล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดเลยในหมู่พวกเจ้าจะบริสุทธิ์
แต่อัลลอฮฺทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์บริสุทธิ์ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้ (อัน-นูร:24/21)
5. จิตสงบ (نَفْسٌ مُطْمَئِنَّة)
เมื่อจิตได้พัฒนาจากจิตสำนึกผิดและตำหนิตัวเอง
แล้วพยายามขัดเกลาจิตตัวเองให้บริสุทธิ์ จิตก็จะสู่ความสงบ ยอมรับกฎเกณฑ์ที่อัลลอฮได้สร้างไว้
ยอมรับที่จะเลือกกระทำเฉพาะพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จิตก็จะมุ่งสู่ความสงบ และอัลกุรอานกล่าวถึงจิตสงบนี้คือความสงบทั้งบนโลกนี้และโลกอะคีเราะฮฺ
ได้เข้าไปอยู่ในสวนสวรรค์ของอัลลอฮฺ
يَٰٓأَيَّتُهَا ٱلنَّفۡسُ ٱلۡمُطۡمَئِنَّةُ ٱرۡجِعِيٓ إِلَىٰ رَبِّكِ رَاضِيَةٗ مَّرۡضِيَّةٗ فَٱدۡخُلِي فِي عِبَٰدِي وَٱدۡخُلِي جَنَّتِي
ความว่า
: โอ้จิตที่สงบแน่นเอ๋ย จงกลับมายังพระเจ้าของเจ้าด้วยความยินดีและเป็นที่ปิติเถิด
แล้วจงเข้ามาอยู่ในหมู่ปวงบ่าวของข้าเถิด และจงเข้ามาอยู่ในสวนสวรรค์ของข้าเถิด (อัล-ฟัจรฺ:89/27-30)
เนื่องจากจิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ทั้งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีหรือไม่พึงประสงค์ อัลลอฮฺตรัสว่า
وَنَفۡسٖ وَمَا سَوَّىٰهَا فَأَلۡهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقۡوَىٰهَا قَدۡ أَفۡلَحَ مَن زَكَّىٰهَا وَقَدۡ خَابَ مَن دَسَّىٰهَا
ความว่า
: และด้วยชีวิต(จิต) และที่พระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์ แล้วพระองค์ทรงดลใจมันให้รู้ทางชั่วของมันและทางสำรวมของมัน
แน่นอนผู้ขัดเกลาจิตย่อมได้รับความสำเร็จ และแน่นอนผู้หมกมุ่นมัน(ด้วยการทำชั่ว) ย่อมล้มเหลว
(อัช-ชัมซ:91/7-10)
การขัดเกลาหมายถึงกระบวนการทำให้เข้าไปถึงความสมบูรณ์ของการเป็นมนุษย์ตามวัตถุประสงค์ที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างขึ้นมาและเพื่อได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงในความเป็นสุขในภายภาคหน้า สิ่งแรกที่มนุษย์จะต้องกระทำเพื่อเป็นการขัดเกลาจิต
คือ การศึกษาหาความรู้
وَٱللَّهُ
أَخۡرَجَكُم مِّنۢ بُطُونِ أُمَّهَٰتِكُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ شَيۡٔٗا وَجَعَلَ لَكُمُ
ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَٱلۡأَفِۡٔدَةَ لَعَلَّكُمۡ تَشۡكُرُونَ
ความว่า
: และอัลลอฮฮทรงให้พวกเจ้าออกจากครรภ์มารดาของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยินและเห็นและมีจิตใจ
(สำหรับนึกและคิด) หวังว่าพวกเจ้าจะขอบคุณ(ในความเมตตาที่อัลลอฮฺประทานให้) (อัน-นะหฺลฺ:16/78)
และอายะฮฺแรกที่อัลลอฮได้ประทานลงมาแก่ท่านนบีมูฮำหมัด
ﷺ และประชาชาติของท่านคือ อายะฮฺ ٱقۡرَأۡ (จงอ่าน)
ٱقۡرَأۡ بِٱسۡمِ رَبِّكَ ٱلَّذِي خَلَقَ خَلَقَ ٱلۡإِنسَٰنَ مِنۡ عَلَقٍ ٱقۡرَأۡ وَرَبُّكَ ٱلۡأَكۡرَمُ ٱلَّذِي عَلَّمَ بِٱلۡقَلَمِ عَلَّمَ ٱلۡإِنسَٰنَ مَا لَمۡ يَعۡلَمۡ
ความว่า
: จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด
และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้
(อัล-อะลัก:96/1-5)
เมื่อมีสื่อคือการอ่านหนังสือที่สามารถนำสู่การหาวิธีการขัดเกลาจิตได้
การขัดเกลาก็สามารถที่ดำเนินได้อย่างไม่ยากเย็น
อย่างไรก็ตามนักวิชาการอิสลามได้สรุปวิธีขัดเกลาจิตหรือการพัฒนาจิตใจเรียกว่า
"ตัซกียะห์ อัน-นะฟส์" (تزكية النفس) ซึ่งหมายถึงการชำระล้างและพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์และใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ
(พระเจ้า) มากขึ้น
วิธีการดังกล่าวมีรากฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานและแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด ﷺ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ห่างไกลจากสิ่งไม่ดี
และเสริมสร้างความดีงามในชีวิต วิธีการขัดเกลาจิตในอิสลามมีดังนี้:
1. การยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ตักวา)
ตักวาหมายถึงการยำเกรงและตระหนักถึงการอยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺตลอดเวลา
การรักษาความบริสุทธิ์ในจิตใจเริ่มต้นจากความยำเกรงนี้
ซึ่งทำให้เราหลีกเลี่ยงบาปและความชั่วร้าย อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ حَقَّ
تُقَاتِهِ وَلَا تَمُوتُنَّ إِلَّا وَأَنْتُمْ مُسْلِمُونَ
"โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์อย่างแท้จริงตามที่พระองค์ทรงควร
และจงอย่าตายเว้นแต่ในฐานะผู้ยอมจำนนต่อพระองค์ (มุสลิม)" (อาลาอิมรอน:3/102)
2. การรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซิกร์)
การซิกร์หรือการรำลึกถึงอัลลอฮฺผ่านการกล่าวคำสรรเสริญ
เช่น
- "ซุบฮานัลลอฮฺ" (ขอความบริสุทธิ์จงมีแด่อัลลอฮฺ)
- "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ" (ขอขอบคุณอัลลอฮฺ)
- "อัลลอฮุอักบัร" (อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่)
การรำลึกถึงอัลลอฮฺช่วยขจัดความฟุ้งซ่านในจิตใจ
และทำให้จิตใจสงบ
3. การอ่านและไตร่ตรองความหมายในอัลกุรอาน
การอ่านอัลกุรอานและพิจารณาความหมายอย่างลึกซึ้งช่วยสร้างความตระหนักรู้ในจุดมุ่งหมายของชีวิต
และสร้างความเชื่อมั่นในพระประสงค์ของอัลลอฮฺ
อัลกุรอานเป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิตทั้งในด้านจิตวิญญาณและสังคม
และนำสู่ความสุขที่แท้จริงทั้งบนโลกนี้และอาคีเราะฮฺ
4. การขออภัยโทษ (อิสติฆฟาร)
การขออภัยโทษจากอัลลอฮฺเป็นการยอมรับข้อผิดพลาดและตั้งใจที่จะปรับปรุงตนเอง
เช่น กล่าว "อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ" (ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ) อยู่เป็นนิจ
5. การละหมาด (ศอลาต)
การละหมาดเป็นเครื่องมือสำคัญในการชำระล้างจิตใจและใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ
เพราะการละหมาดเป็นการฝึกจิตให้อดทน มีสมาธิ
และรู้สึกถึงความเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
6. การถือศีลอด (ศิยาม)
การถือศีลอดช่วยฝึกฝนจิตใจให้มีความอดทนและละเว้นจากความต้องการของร่างกาย
เป็นการชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อความบริสุทธิ์
7. การเสียสละและการทำดีต่อผู้อื่น
การช่วยเหลือและแบ่งปันแก่ผู้อื่น
เช่น การบริจาค (ซะกาต) และการทำความดีทั่วไป ทำให้จิตใจละวางความเห็นแก่ตัว
และมุ่งเน้นความเมตตา
8. การหลีกเลี่ยงบาปและสิ่งที่ไม่เหมาะสม
การควบคุมอารมณ์
เช่น ความโกรธ ความอิจฉาริษยา
และการหลีกเลี่ยงสิ่งล่อลวงเป็นสิ่งสำคัญในการขัดเกลาจิตใจ มุ่งเน้นไปที่การคิดและกระทำแต่สิ่งดีงาม
9. การแสวงหาความรู้
การเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจหลักศาสนาและแนวทางการใช้ชีวิตที่ถูกต้องช่วยเพิ่มความรู้สึกตระหนักรู้ในหน้าที่ของมนุษย์ต่ออัลลอฮฺ
10. การมีที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ
การอยู่ใกล้ผู้ศรัทธาและครูที่มีความรู้
ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติความดีและขจัดความชั่วในจิตใจ
การขัดเกลาจิตในอิสลามเป็นกระบวนการที่ครอบคลุมทั้งการฝึกฝนตนเองและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮฺในโลกนี้และโลกหน้า
บทบาทของครูในการขัดเกลาจิตนักเรียน
ครูในฐานผู้มีอิทธิพลสูงต่อจุดยืนและความประพฤติกของเด็กนักเรียน
ดังนั้นครูจึงเป็นผู้หนึ่งที่สามารถนำพาและขัดเกลาจิตเด็กเรียนให้เป็นไปตามที่อิสลามพึงประสงค์ได้
ตัวอย่าง เช่น
1.
เป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น
การแสดงความเมตตา ความซื่อสัตย์ และความอดทน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากการสังเกต
และการใช้คำพูดที่สุภาพและการแสดงความเคารพต่อผู้อื่นเป็นตัวอย่างให้เด็กนำไปปฏิบัติ
2.
สอนคุณธรรมและจริยธรรมสอดแทรกในบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
เล่าประวัตินบียุคต่างๆ ส่งเสริมคุณธรรม เช่น ความสื่อสัตย์ ความเมตตา เป็นต้น และการใช้คำพูดที่สุภาพและการแสดงความเคารพต่อผู้อื่นเป็นตัวอย่างให้เด็กนำไปปฏิบัติ
3.
ฝึกให้นักเรียนใครครวญตนเอง ด้วยการสนับสนุนให้เด็กนักเรียนใช้เวลาใคร่ครวญถึงพฤติกรรมของตนเอง
เช่น ผ่านการเขียนบันทึกความรู้สึกหรือการตั้งคำถามในชั้นเรียนว่า
“วันนี้ฉันทำอะไรดีและอะไรที่ควรปรับปรุง?”
4. การสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรม เช่น จัดกิจกรรมกลุ่มที่เน้นการทำงานร่วมกัน
เช่น การช่วยเหลือในงานสาธารณประโยชน์ หรือการทำโครงการเพื่อชุมชน เป็นต้น
จุดมุ่งหมายของการศึกษาวิชาจิตวิทยา
จุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาวิชาจิตวิทยา
มีสาระสำคัญดังที่นักจิตวิทยาหลายท่าน อาทิเช่น ไซเดอร์และคณะ (Crider et
al.;983:6-7) แมทลิน (Matlin M.W.;992:2-3) และเฟลดแมน
(Feldman R.S. 1992:3-4) ได้อธิบายไว้ 4 ประการดังนี้
1. มุ่งทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมและกระบวนการของจิต (Describing
behaviors and mental processes) นักจิตวิทยามีวิธีการศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมอย่างรอบคอบ
โดยใช้ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมอย่างถ่องแท้ เช่น การศึกษาถึงพฤติกรรมความก้าวร้าวของเด็ก
ผลจากการศึกษาทำให้นักจิตวิทยาเข้าใจถึงพฤติกรรมความก้าวร้าวของเด็กในระดับอายุต่าง
ๆ หรือในชั้นเรียนว่ามีความประพฤติอย่างไร
2. มุ่งอธิบายพฤติกรรมและกระบวนการของจิต (Explain behaviors and
mental processes) นักจิตวิทยาจะทำการศึกษาถึงสาเหตุของพฤติกรรมในสถานการณ์หนึ่งๆ
ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุบ้าง เช่น นักจิตวิทยาสามารถอธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ได้ว่า ทำไมเด็กๆ
จึงมีความก้าวร้าวมาก ทำไมเด็กมีความขยันในบางอย่างและขี้เกียจในบางอย่าง
3. มุ่งที่จะพยากรณ์พฤติกรรมและกระบวนการของจิต (Explain behaviors
and mental processes) นักจิตวิทยาสามารถพยากรณ์พฤติกรรมและกระบวนการของจิต
โดยอาศัยข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดมาแล้วในอดีตว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดพฤติกรรมนั้น
เช่น นักจิตวิทยาสามารถพยากรณ์ได้ว่า เด็กนักเรียนอนุบาลจะมีลักษณะความก้าวร้าวแบบใดบ้าง
จะรักทำในสิ่งใด ถ้าสถานการณ์คล้ายๆในที่เคยประสบในอดีตก็สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเด็กจะมีฤติกรรมอย่างไรบ้าง
4. มุ่งทีจะควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและกระบวนการทางจิต (Control
and change behaviors and mental processes) เมื่อรู้สาเหตุของการเกิดพฤติกรรม
สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เด็กจะมีพฤติกรรมเช่นเมื่อสถานการณ์หนึ่งๆที่เด็กประสบ
ก็สามารถที่จะควบคุมไม่ให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น และส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักเผยแพร่ศาสนา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนเคียงข้างหรือผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
เพื่อให้พวกเขายอมรับหรือเปลียนจิตให้นับถือตามแนวทางอัลลอฮฺทรงต้องการ และเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่พฤติกรรมที่ศาสนาพึงประสงค์
ดังที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ให้เชิยชวนสู่แนวทางของพระองค์ด้วยหิกมะห์หรือใช้ทักษะทางจิตวิทยา
ٱدۡعُ إِلَىٰ سَبِيلِ رَبِّكَ بِٱلۡحِكۡمَةِ وَٱلۡمَوۡعِظَةِ ٱلۡحَسَنَةِۖ وَجَٰدِلۡهُم بِٱلَّتِي هِيَ أَحۡسَنُۚ إِنَّ رَبَّكَ هُوَ أَعۡلَمُ بِمَن ضَلَّ عَن سَبِيلِهِۦ وَهُوَ أَعۡلَمُ بِٱلۡمُهۡتَدِينَ
ความว่า
: จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าด้วยหิกมะฮฺและการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง
(อัน-นะหฺลฺ:16/125)
ครูมีหน้าที่ต้องสอนและฝึกอบรมเด็กให้มีความรู้และเตรียมพร้อมการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
และต้องสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เพื่อให้สามารถเผยแผ่และเผยแพร่สาสน์ที่ถูกต้องแก่บุคคลเหล่านั้น
ครูจะต้องเข้าใจบุคคลที่เขาจะต้องปฏิสัมพันธ์กัน จะต้องเข้าใจเด็กที่ครูจะต้องอบรมสั่งสอน
เข้าใจพัฒนาการของเด็กในวัยต่างๆ จะพูดจะคุยหรือสอนสั่งต้องให้เหมาะสมกับความพร้อมของเด็กในเวลานั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องเข้าใจพฤติกรรมของเด็กทั้งภายนอกและภายใน ดังที่ท่านนบี(ศอลฯ)ได้กล่าวว่า
أُمِرْنَا
أَنْ نُكَلِّمَ النَّاسَ عَلَى قَدْرِ عُقُولِهِمْ
ความว่า
: เราถูกใช้ให้พูดกับมนุษย์เท่าความสามารถทางปัญญาของพวกเขา (อัดไดละมีย์)
วิธีศึกษาจิตวิทยา
ทุกศาสตร์มีขอบเขตเฉพาะของตนเอง
และยังมีวิธีวิจัยเฉพาะของตนด้วย วิธีวิจัย (methodology) หมายถึงแนวทางที่นักวิจัยใช้ในการศึกษาหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นพบกฎทั่วไปที่ควบคุมการดำเนินไปของปรากฏการณ์ที่กำลังศึกษา
ดังนั้น วิธีวิจัยจึงเป็นทั้งวิธีการค้นคว้าและวิธีการคิดที่อาศัยการสังเกตและการเฝ้าดูเป็นหลัก
โดยหัวข้อและวิธีวิจัยมีความสัมพันธ์กัน ไม่มีศาสตร์ใดที่ปราศจากหัวข้อ และไม่มีหัวข้อใดที่ปราศจากวิธีวิจัย
ไม่มีข้อสงสัยว่าหัวข้อของศาสตร์และเป้าหมายที่ต้องการบรรลุนั้นเป็นตัวกำหนดวิธีวิจัยและแนวทางในการศึกษาปัญหาเฉพาะด้านของศาสตร์นั้นๆ
เนื่องจากจิตวิทยามีสาขาและขอบเขตที่หลากหลาย
หัวข้อที่อยู่ในขอบเขตของจิตวิทยาจึงมีความหลากหลายตามไปด้วย ส่งผลให้วิธีวิจัยที่ใช้ในจิตวิทยามีความหลากหลายเช่นกัน
แอนดรูวส์ กล่าวว่า หากเราต้องการทำรายการวิธีวิจัยต่างๆ
ในจิตวิทยา เราจะพบว่ามีรูปแบบมากมายของวิธีวิจัยทั่วไป และรูปแบบอื่นๆ สำหรับเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
แต่ละสาขาของการศึกษาทางจิตวิทยามีเครื่องมือเฉพาะของตนในการวิจัย ส่วนวิธีวิจัยทั่วไปนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่ง
แต่ใช้ร่วมกันโดยนักจิตวิทยาทุกคน
จิตวิทยาได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสตร์ตามระดับที่ได้ยึดมั่นในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางพฤติกรรม
ดังนั้น จุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปจึงไม่แตกต่างจากจุดมุ่งหมายของจิตวิทยาในสาขาต่างๆ
วิธีวิจัยในจิตวิทยาจึงเป็นแนวทางหรือวิธีการที่ใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางพฤติกรรม
และเป็นขั้นตอน เครื่องมือ และวิธีการที่นักวิจัยทางจิตวิทยาใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมที่กำลังศึกษา
วิธีวิจัยในจิตวิทยาสามารถแบ่งออกเป็น:
1.
วิธีทั่วไป
คือวิธีวิจัยที่ใช้กัน ซึ่งหมายถึงขั้นตอนที่เป็นระบบที่นักวิจัยใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมจนกระทั่งได้ผลลัพธ์
2.1.
วิธีการอัตวิสัย
(Subjective):
การสังเกตและใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง
2.2.
วิธีการภววิสัย (Objective):
การสังเกตพฤติกรรมภายนอกของผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงภายในจิตใจ
2.3.
วิธีติดตามระยะยาว (Longitudinal):
ศึกษาการพัฒนาการด้านต่างๆ ของมนุษย์ในระยะเวลายาวนาน
2.4.
วิธีการทางคลินิก
(Clinical):
ใช้สำหรับวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติทางจิต เช่น การสัมภาษณ์
และการศึกษาประวัติผู้ป่วย
2.5. วิธีการทดลอง
(Experimental):
ใช้การทดลองเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ
2. วิธีเฉพาะ
คือเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมที่กำลังศึกษา
2.1. การวิจัยกลุ่มตัวอย่าง:
ใช้ทั้งกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มและแบบเป็นระบบ
2.2. การสังเกต:
ศึกษาพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยเน้นความแม่นยำ
2.3. การสัมภาษณ์:
เก็บข้อมูลเชิงลึกผ่านการสนทนา
2.4. แบบสอบถาม:
ใช้เพื่อวัดความคิดเห็นหรือความรู้สึก
2.5. การทดสอบทางจิตวิทยา:
วัดลักษณะหรือความสามารถทางจิตใจที่เฉพาะเจาะจง
และอิสลามส่งเสริมการพินิจพิจารณาทั้งภายในตนเองและในสิ่งที่อยู่รอบตัว
เพื่อสร้างความเข้าใจในความมหัศจรรย์ของการสร้างสรรค์
และยืนยันความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ตัวอย่างจากคัมภีร์อัลกุรอานถูกนำมาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนแนวทางวิจัยที่กล่าวมา
โดยเน้นความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และศรัทธา
สาขาของจิตวิทยา
เนื่องจากจิตวิทยาเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์หลายประเภท
หลายอาชีพ และนิยมนำไปใช้กันแพร่หลาย จิตวิทยาจึงแยกออกไปเป็นหลายสาขา เช่น
1. จิตวิทยาทั่วไป (General of
Pure Psychology) เป็นจิตวิทยาที่ไม่เฉพาะเจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์เบื้องต้นทั่วไป เช่น กฎเกณฑ์เกี่ยวกับขบวนการรับรู้สัมผัส (Sensory
Process) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทั่วๆไปของมนุษย์
จิตวิทยาสาขานี้นับเป็นพื้นฐานสำหรับจิตวิทยามนุษย์
2. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental
Psychology หรือ Genetic Psychology) กล่าวถึงการเจริญเติบโตทางกาย
หรือทางจริตกริยา พัฒนาการของมนุษย์ทุกด้าน ตั้งแต่ปฏิสนธิจนตาย ในแต่ละช่วงวัย
และพฤติกรรมที่แสดงออกในแต่ละบุคคล
3. จิตวิทยาสังคม (Social
Psychology) ศึกษาถึงบทบาทความสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มสังคม
ปฏิกิริยาตอบสนอง(Interaction) ของบุคคลที่อยู่รวมกัน
เจตคติ(Attitude) และความคิดเห็น(Opinion) ของกลุ่มคน
4. จิตวิทยาธุรกิจ (Business
Psychology) เป็นจิตวิทยาว่าด้วยการดำเนินงานด้านธุรกิจการค้า
การพิจารณาผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยอาศัยหลักจิตวิทยา
5. จิตวิทยาวัยรุ่น (Adolescence
Psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของคนหนุ่มสาว อายุ 12-20 ปี
6. จิตวิทยาเด็ก (Child
Psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก
7. จิตวิทยาประยุกต์ (Applied
Psychology) นำหลักจิตวิทยามาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สาขาวิชาชีพต่างๆ
เช่น ธุรกิจ อุตสาหกรรม การค้า การทหาร การดำรงชีวิต ธุรการ กฎหมาย
ซึ่งทำให้เกิดเป็นจิตวิทยาแขนงต่างๆ ขึ้น เช่น จิตวิทยาการแพทย์ จิตวิทยากฎหมาย
เป็นต้น
8. จิตวิทยาทดลอง (Experimental
Psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาท
และพฤติกรรมของมนุษย์ สัตว์ ในห้องทดลอง เน้นการทดลองปฏิบัติทางด้านจิตวิทยา
เพื่อให้ได้คำตอบที่เกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรมของบุคคล หรือสัตว์ในสถานการต่างๆ
9. จิตวิทยาบำบัด หรือ จิตวิทยาคลินิก
(Clinic Psychology) เน้นถึงต้นเหตุของความผิดปกติของพฤติกรรมของมนุษย์
และวิธีแก้ไขหรือการบำบัดรักษาพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติทางด้านจิตใจ
และอารมณ์
10. จิตวิทยาอปกติ (Abnormal
Psychology) เป็นการศึกษาความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมของบุคคล
ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต เพื่อให้คำปรึกษาและบำบัด
11. จิตวิทยาการศึกษา (Educational
Psychology) เป็นจิตวิทยาประยุกต์สาขาหนึ่งสำหรับครูและนักศึกษาโดยเฉพาะ
มีประโยชน์ต่อการศึกษามากที่สุด ได้นำเอาจิตวิทยาจิตวิทยาสาขาอื่นมาประยุกต์ใช้
เช่น จิตวิทยาทั่วไป จิตวิทยาทดลอง จิตวิทยาพัฒนาการ
เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อการเรียนรู้ความเจริญงอกงามของเด็ก พฤติกรรมของครู
เนื้อหาจิตวิทยาเน้นการเรียนการสอน การเรียนรู้(Learning) บุคลิกภาพ(Personality)
การปรับตัว(Adjustment) การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์(Human
Growth and Development) เชาวน์ปัญญา อารมณ์(Emotion) การจูงใน(Motive) การรับรู้(Perception) การคิด(Thinking) เจตคติ(Attitude) ทักษะ(Skill) มโนทัศน์(Concept) และสุขภาพจิต เป็นต้น
ประโยชน์ของการศึกษาจิตวิทยา
1. ทำให้เกิดความเข้าใจในพื้นฐานทางด้านสรีระที่มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะระบบต่างๆ
ของร่างกาย
2. ทำให้เข้าใจพื้นฐานของธรรมชาติ(طبيعة)
ในขณะที่แสดงพฤติกรรมทั้งที่ปรากฏออกมาและไม่ปรากฏออกมาให้เห็นได้ชัด
ทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว
3. ทำให้เข้าใจกระบวนการปรับตัวของมนุษย์
การเผชิญปัญหา การพิจารณา สภาพของจิตใจ ทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์
และแนวทางในการรักษาสุขภาพ
4. ทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้
และสามารถรับรู้ความรู้สึกและเข้าใจพฤติกรรมได้อย่างถูกต้อง
โดยใช้หลักการและแนวทางจิตวิทยามาเป็นตัวกำหนด
5. เป็นศาสตร์พื้นฐานที่จะนำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสม
เพื่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม
อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จสูงสุดในสิ่งที่ต้องการ
ประโยชน์ของการศึกษาจิตวิทยาสำหรับมุสลิมและนักเผยแพร่ศาสนา(ดาอีย์)
ยุซุฟ
อัลกอรฎอวีย์ (1978:102-105)
ได้กล่าวในหนังสือ ثقافة الداعية (ความรู้สำหรับนักเผยแพร่)
ว่า จิตวิทยาที่มีประโยชน์แก่มุสลิม คือจิตวิทยาที่ยืนอยู่บนความจริง
ไม่ใช่จิตวิทยาโบราณที่เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา หรือจิตวิทยาจิตวิเคราะห์
หรือจิตวิทยาที่ยืนอยู่บนทฤษฎีที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันความถูกต้องแน่นอน
แต่ที่ต้องการในทีนี้คือ จิตวิทยาการทดลองหรือที่เรียกว่าจิตวิทยาสมัยใหม่
ซึ่งได้จากการศึกษา ค้นคว้า จากการบันทึก ทดลอง ทดสอบ หรืองานวิจัย
ที่สามารถนำไปปฏิบัติกับมนุษย์ได้จริงๆ มิใช่เป็นทฤษฎีที่มีไว้บนกระดาษเท่านั้น
จิตวิทยาในลักษณะนี้
สามารถให้ประโยชน์แก่ดาอีย์หลายด้านด้วยกัน
1. สามารถอธิบาย
ความสำคัญของการนับถือศาสนาหรือผลของการศรัทธาที่มีต่อสภาพจิตใจ
และพฤติกรรมของมนุษย์
ดร.เฮนรีย์ ลิงค์ จิตแพทย์ชาวอเมริกัน
ได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า “กลับไปสู่ความศรัทธา” ซึ่งได้ตีพิมพ์ในสหรัฐมากกว่า 47 ครั้ง และจากงานวิจัยของเขาพบว่า “ทุกคนที่มีศาสนาอยู่ในใจ
ผูกมัดตัวเองกับการทำ
อิบาดะฮฺ
จะมีบุคลิกที่แข็งแกร่ง มากกว่าคนที่ไม่มีศาสนาอยู่ในใจ
และไม่ได้ทำอิบาดัตอย่างสม่ำเสมอ”
ดร.คาร์ล จุง
ได้เขียนในหนังสือของเขาว่า “จะไม่พบปัญหาใดๆเลยในคนวัยกลางคน ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ขาดจากการศรัทธา
ไม่ห่างจากการศึกษาศาสนา และยึดถือปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด”
วิลเลี่ยม เจมส์
นักปราชญ์ชาวอเมริกัน ได้กล่าวว่า “วิธีการรักษาความเครียดได้ดีที่สุด คือ
การศรัทธา”
ดร.เดล์
คาร์นีจีย์ ได้ยกคำพูดของ ดร. ไอ.ไอ. บรีล ว่า “ บุคคลที่มีศาสนา จะไม่เป็นโรคจิต
อย่างแน่นอน ”
2. จิตวิทยาสามารถช่วยให้นักเผยแพร่ศาสนา(ดาอีย์)เข้าใจบทบัญญัติของศาสนาในบางบทได้อย่างลึกซึ่ง
และเข้าใจกับสภาพความเป็นจริงทั้งทางความคิดและจิตใจ เช่น
อัลลอฮได้ตรัสในตอนหนึ่งว่า :
قُلۡ إِنَّمَآ أَعِظُكُم بِوَٰحِدَةٍۖ أَن تَقُومُواْ لِلَّهِ مَثۡنَىٰ وَفُرَٰدَىٰ ثُمَّ تَتَفَكَّرُواْۚ
ความว่า :
จงกล่าวเถิด(มูฮำหมัด) ข้าเตือนพวกเจ้าอย่างหนึ่ง คือ พวกเจ้าจงยืนหยัดในอัลลอฮ
สองคน และ คนเดียว จากนั้นพวกเจ้าจงไตรตรอง. (ซาบะ:34/46)
จากอายะฮฺนี้ทำให้เราสามารถเข้าใจว่า
การใช้ความคิดที่มีประโยชน์สำหรับตัวเขาและสามารถที่จะพบกับความถูกต้องที่แท้จริง
คือ ร่วมกันคิดกับเพื่อนของเขา(สองคน) หรือคิดคนเดียว ซึ่งการคิดในลักษณะนี้
อิทธิพลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลกลุ่มใหญ่ ไม่สามารถที่จะชักจูงหรือครอบงำความคิดเขาได้
ซึ่งตรงกับทฤษฎีที่ว่า กลุ่มสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดหรือเจตคติของบุคคลได้
นบี มุหัมมัด ﷺ ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า :
لاَ يَقْضِيَنَّ حَكَمٌ
بَيْنَ اثْنَيْنِ وَهُوَ غَضْبَانِ
ความว่า :
ผู้พิพากษาไม่ตัดสินความระหว่างคู่กรณีในขณะที่เขากำลังโกรธ
อารมณ์โกรธ
สามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินของเขาได้ เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว
พบว่าในระหว่างที่เขาเกิดอารมณ์โกรธอยู่นั้น
ระบบประสาทบางส่วนของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นสภาพความรู้สึกนึกคิดของเขาในการตัดสินความจะไม่เป็นปกติ
3. จิตวิทยาทำให้ดาอีย์สามารถเข้าใจในความลับของบทบัญญัติของอิสลามได้ดียิ่งขึ้น เช่น สิทธิบางอย่างที่ไม่เหมือนกันระหว่างชายกับหญิง เพราะโครงสร้างทางสรีระหรืออารมณ์รู้สึกบางอย่าง ชายกับหญิงจะมีความแตกต่างกัน ในนความแตกต่างเพศชายกับเพศหญิงนี้ อัลลอฮฺได้ตรัส ว่า
เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
ภาระงาน ภาระความรับผิดชอบของแต่ละคนอัลลอฮฺได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า
لَا تُكَلَّفُ نَفۡسٌ إِلَّا
وُسۡعَهَاۚ
ความว่า :
ไม่มีชีวิตใดจะถูกบังคับนอกจากเท่าที่ชีวิตนั้นมีกำลังความสามารถเท่านั้น (อัล-บะเกาะเราะฮฺ:233)
4. ช่วยให้ดาอีย์
เข้าใจสภาพจิตใจของผู้ที่เขาเผยแพร่ หรือชักชวน จะเป็นตัวบุคคลหรือกลุ่มคน
เรียนรู้ความใสใจของเขา สิ่งจูงใจที่มีอิทธิพลตัวจิตใจของเขา
คำพูดหรือวิธีการพูดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา ให้เขาในสิ่งที่เขาสารถรับได้
ทำได้ ไม่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาหนีห่างหรือเป็นสิ่งที่หนักสำหรับเขาหรือเขาไม่สามารถรับได้
นบี ﷺ ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า
يَسِّرُوا وَلاَ تُعَسِّرُوا
بَشِّرُوا وَلاَ تُنَفِّرُوا
ความว่า : เจ้าจงทำให้มันง่าย อย่าทำให้มันยาก
ให้ข่าวดีและอย่าทำให้เขาหนี (อัลบุคอรีย์:69)
จิตวิทยาการศึกษา
(Educational
Psychology)
วิชาจิตวิทยาการศึกษาสามารถช่วยครูให้ประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนได้ในหลายเรื่อง
สามารถกล่าวได้ว่า จิตวิทยามีส่วนสำคัญต่อการดำเนินการสอนซึ่งเป็นภารกิจหลักของครู
เพราะจิตวิทยาจะช่วยครูต่อบคำถามได้ว่า จะสอนอะไร(What) สอนใคร(Who)และจะสอนอย่างไร(How) เช่น
1. ช่วยให้ครูรู้จักเด็กในวัยต่างๆ
ความพร้อม ความต้องการและอัตมโนทัศน์ (Self Concept) ในวัยนั้นๆว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร
ครูได้หาเนื้อหาและวิธีการสอนที่เหมาะสม
2. ช่วยให้ครูเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
จะได้สอนและส่งเสริมตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ท่านนบีﷺกล่าวว่า
أُمِرْنَا
أَنْ نُكَلِّمَ النَّاسَ عَلَى قَدْرِ عُقُولِهِمْ
ความว่า
: เราถูกใช้ให้พูดกับมนุษย์เท่าความสามารถทางปัญญาของพวกเขา
3. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆ
ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน
ทำให้ครูสามารถจัดห้องเรียนและหาสื่อที่ช่วยในการสอนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
4. ช่วยครู้ในการเตรียมการสอน
โดยสามารถวางแผนการสอนที่สอดคล้องกันระหว่างวัตถุประสงค์กับลักษณะนิสัยและความพร้องของเด็กนักเรียน
5. ช่วยให้ครูทราบถึงองค์ประกอบที่มีผลต่อการเรียนดีของเด็ก
ซึ่งอาจจะไม่ใช่เพราะระดับสติเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว
สรุปได้ว่า
จิตวิทยาการศึกษามีบทบาทต่อการตัดสินใจของครูในการจัดการเรียนการสอน
ตั้งแต่กำหนดวัตถุประสงค์ การวางเนื้อหาสาระให้เหมาะสม การดำเนินการสอน
จนถึงการวัดและประเมินผลการสอน
ตัวอย่าง หัวข้อสำคัญ ๆ
ทางจิตวิทยาที่ครูควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็ก
1. พัฒนาการของเด็ก ศึกษาพัฒนาการทางร่างกาย
พัฒนาการทางสติปัญญา (เช่น ทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget) พัฒนาการทางอารมณ์
และพัฒนาการทางสังคมเด็ก
2. ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning
Theories) เรียนรู้ทฤษฎีต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี
และสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในการเรียนการสอน เช่น ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญานิยม (Cognitive Learning)
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social Learning Theory)
3. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual
Differences) เรียนรู้ความแตกต่างที่อยู่ในตัวบุคคลแต่ละคน
เพื่อที่จะได้นำเสนอและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสภาพของเด็ก เช่น ความแตกต่างด้านความสามารถ
ลักษณะนิสัยและอารมณ์ของเด็ก ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพื้นฐานครอบครัว
4. จิตวิทยาพฤติกรรมและการปรับพฤติกรรม
เรียนรู้เทคนิกและแนวทางปรับพฤติกรรมของเด็กนักเรียน เช่นการใช้วิธีการแรงเสริม (Reinforcement) การจัดการพฤติกรรมเชิงบวก การแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
5. จิตวิทยาอารมณ์และจิตใจ (Emotional
and Mental Psychology) ศึกษาแนวทางจัดการและส่งเสริมการควบคุมอารมณ์
(Emotional Regulation) การส่งเสริมความนับถือตนเอง (Self-esteem) การเข้าใจภาวะทางจิต เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะสมาธิสั้น ของเด็ก
6. จิตวิทยาการสร้างแรงจูงใจ (Motivational
Psychology) ศึกษาแรงจูงใจต่าง
ที่จะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กนักเรียนให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ถูกวางไว้
เช่น การจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) การจูงใจภายนอก (Extrinsic
Motivation)
7. เทคนิคการประเมินและสังเกตเด็ก
หาวิธีการประเมินที่เหมาะสม เช่น การสังเกตพฤติกรรม การใช้แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย
อารมณ์ และสติปัญญา
8. จิตวิทยาเชิงบวก (Positive
Psychology) การส่งเสริมจุดแข็งและความสามารถของเด็ก การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้
9. การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็กการจัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้
10. ทักษะการสื่อสารและการแก้ปัญหา
ศึกษาวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับเด็กที่ดี การสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathy
Communication) การจัดการความขัดแย้งในห้องเรียน
การเรียนรู้ตามตัวอย่างหัวข้อเหล่านี้จะช่วยให้ครูสามารถพัฒนาเด็กได้ในทุกมิติ
ทั้งด้านการเรียนรู้ พฤติกรรม และอารมณ์
ทำให้เด็กเติบโตอย่างสมดุลและมีความสุขในชีวิต.
I. ตอบแบบปรนัย(ตอบสั้นๆ)
จิตวิทยามีรากศัพท์มาจากคำว่าอะไร และมีความหมายว่าอย่างไร?
จิตวิทยาสมัยใหม่เน้นการศึกษาอะไร?
พฤติกรรมแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง?
คำว่า “نفس” ในอิสลามหมายถึงอะไร?
ประเภทของจิตในอิสลามมีอะไรบ้าง?
การขัดเกลาจิต (تزكية النفس) มีเป้าหมายเพื่ออะไร?
วิธีการขัดเกลาจิตในอิสลามมีอะไรบ้าง?
จุดประสงค์ของการศึกษาจิตวิทยาคืออะไร?
ข้อสำคัญของจิตวิทยาสำหรับครูคืออะไร?
ครูสามารถขัดเกลาจิตนักเรียนได้อย่างไร?
การศึกษาจิตวิทยาควรเริ่มต้นอย่างไร?
จิตในอิสลามมีความสำคัญอย่างไรต่อพฤติกรรมมนุษย์?
การขัดเกลาจิตช่วยพัฒนามนุษย์ในด้านใดบ้าง?
การสังเกตพฤติกรรมช่วยให้เข้าใจมนุษย์ได้อย่างไร?
ทำไมการศึกษาจิตวิทยาจึงสำคัญสำหรับครู?
บรรยายวิวัฒนาการของจิตวิทยาจากอดีตถึงปัจจุบัน
บรรยายประเภทของพฤติกรรมตามหลักการสังเกต
บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างจิต (نفس) กับใจ (قلب)
บรรยายลักษณะจิตใฝ่ต่ำ (نفس أمارة بالسوء) และผลของมัน
บรรยายวิธีการขัดเกลาจิตตามหลักอิสลาม
III. คำถามปฏิบัติ (ชวนลงมือทำหรือวิเคราะห์)
ยกตัวอย่างพฤติกรรมภายนอกและภายในจากชีวิตประจำวันของคุณ
ทดลองใช้วิธีใดวิธีหนึ่งในการขัดเกลาจิต เช่น ละหมาดหรือซิกร์ แล้วบันทึกผลใน 3 วัน
สร้าง Mind Map ของประเภทจิต 5 ระดับตามแนวคิดอิสลาม
วิเคราะห์พฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ในโรงเรียน แล้วสรุปเป็นตาราง
เขียนแผนเล็กๆ ว่าครูจะช่วยนักเรียนพัฒนาจิตสงบได้อย่างไรบ้าง
[1] Psyche(ไซคี) เป็นเทพธิดาผู้เลอโฉมในนิยายกรีกโบราณ มี Cupid
เป็นคู่ชีวิต ทั้งสองรักกันมากไม่เคยห่างจากกัน เปรียบเสมือน Psyche
เป็นวิญญาณและ Cupid เป็นร่างกาย
[2]
محمد قطب, دراسات في نفس الإنسانية, القاهرة:دار الشروق , 1981, ص 44
[3] Carter V.Goof, Dictionary of Education, Newyork:Ma Graw-Hill, 1959, p427.
[4] ผศ.ปราณี
รามสุตร, จิตวิทยาการศึกษา, พระนคร: บูรพาสาส์ส,
2628, หน้า 2
[5] อัลบานีย์:เฎาะอีฟ(อ่อน):1963
สรุป
ตอบลบความหมายของจิตวิทยา
- จิตวิทยาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเข้าใจและจัดการกับมนุษย์
- มีรากศัพท์จากคำว่า *Psyche* (จิต/วิญญาณ) + *Logos* (วิทยาการ) หมายถึง “ศาสตร์แห่งการศึกษาเกี่ยวกับจิต”
- เปลี่ยนจากการศึกษาวิญญาณมาเป็นการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ทั้งภายนอกและภายใน
พฤติกรรม (Behavior)
แบ่งได้ 3 แนวทาง:
1. ตามการสังเกต:
-ภายนอก (สังเกตได้): การเดิน, การพูด
- ภายใน (สังเกตไม่ได้): การคิด, ความตั้งใจ
2. ตามที่มา:
- ติดตัว (โดยกำเนิด): เดิน, พูด
- เรียนรู้: อ่านหนังสือ, ขับรถ
3. ตามการยอมรับทางสังคม:
- พึงประสงค์: ละหมาด, ทำดี
- ไม่พึงประสงค์: ลักขโมย, โกง
จิตวิทยาในมุมมองอิสลาม (نَفْسٌ)
อัลกุรอานใช้คำว่า *นัฟซฺ* หมายถึงจิตในหลายมิติ เช่น:
- วิญญาณ
- พลังความคิด
- ความรู้สึก
- พฤติกรรมดี-ชั่ว
ประเภทของจิตตามอัลกุรอาน:
| ประเภทจิต | ลักษณะ |
|------------------|---------------------------------------------------|
| จิตสมดุล | พร้อมทั้งดีและชั่ว ดลใจให้รู้ทางเลือก |
| จิตใฝ่ต่ำ | ชักนำสู่ความชั่ว เช่น การโกหก, การประพฤติผิด |
| จิตสำนึก | ประณามตนเองเมื่อทำผิด |
| จิตบริสุทธิ์ | ผ่านการขัดเกลาจนสะอาด |
| จิตสงบ | ยอมรับและพอใจต่ออัลลอฮฺ |
การขัดเกลาจิต (تزكية النفس)
จุดมุ่งหมาย: เพื่อพัฒนาจิตให้ใกล้ชิดพระเจ้า
วิธีการหลัก:
- การละหมาด
- การถือศีลอด
- การรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซิกร์)
- การศึกษาเพื่อเข้าใจศาสนา
- การหลีกเลี่ยงบาป
- การพัฒนาความเมตตาและจริยธรรม
จิตวิทยาการศึกษาเพื่อครู
ครูมีบทบาทสำคัญในการขัดเกลาจิตของผู้เรียน:
บทบาทครู:
- เป็นแบบอย่างที่ดี: ความเมตตา, ซื่อสัตย์, อดทน
- สอนคุณธรรม: แทรกผ่านเนื้อหา เช่น ประวัตินบี, เรื่องเล่าเชิงศีลธรรม
- พัฒนาทั้งจิตและพฤติกรรม: สร้างความตระหนัก, สนับสนุนการคิดดีและทำดี
จุดประสงค์ของการศึกษาจิตวิทยา
- เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์อย่างลึกซึ้งทั้งภายนอกและภายใน
- เพื่อสามารถควบคุม ปรับเปลี่ยน และพัฒนาพฤติกรรมให้เกิดผลดีในสังคม
- เพื่อพยากรณ์และวางแผนในการจัดการพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
- เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร การสอน และการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น
- สำหรับครู: เพื่อเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียน และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และจิตใจ
ข้อสำคัญในเนื้อหาบทเรียน
- จิตวิทยาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานวิทยาการกับการปฏิบัติ
- สมัยใหม่มุ่งเน้น “พฤติกรรม” มากกว่าการศึกษาวิญญาณ
- พฤติกรรมมนุษย์มีหลายประเภทและเกิดจากหลายปัจจัย
- จิตในมุมมองอิสลาม (نفس) มีหลายระดับจากจิตใฝ่ต่ำจนถึงจิตสงบ
การขัดเกลาจิตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มนุษย์พัฒนาตนสู่เป้าหมายสูงสุด
อิทธิพลของ “ใจ (قلب)” เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมและเนียต
ครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างและขัดเกลานักเรียน
วิธีการศึกษาและเรียนรู้จิตวิทยา
- อ่านและทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน: เช่น พฤติกรรม, จิต, วิญญาณ, และความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย
- ศึกษามุมมองอิสลามควบคู่กับมุมมองวิทยาศาสตร์: เช่น การแบ่งประเภทจิตตามอัลกุรอาน
- ฝึกวิเคราะห์พฤติกรรม: ดูจากเหตุผล สภาพแวดล้อม และผลกระทบของพฤติกรรมต่อบุคคลและสังคม
- ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงและคำสอนศาสนา: เพื่อต่อยอดการเรียนรู้ เช่น เหตุการณ์ในอัลกุรอานหรือหะดีษ
- ศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตและการสอน: เช่น วิธีดูแลจิตใจของนักเรียน การให้คำปรึกษา และการสื่อสารที่สร้างสรรค์
- ทำวิจัยและสังเกตพฤติกรรม: เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาทางจิตใจและพฤติกรรม
- ขัดเกลาจิตตนเองควบคู่กับการเรียนรู้: ผ่านละหมาด, ซิกร์, การถือศีลอด และการพัฒนาคุณธรรมส่วนตน