บทนำ

 




وَفِي أَنْفُسِكُمْ أَفَلَا تُبْصِرُونَ

“และในตัวพวกเจ้าพวกเจ้าจะไม่เห็นดอกหรือ” (อัจ-ซาริยาต:51/21)

 

 บทนำ

 

มนุษย์เราตั้งแต่ในสมัยอดีตที่ยาวนานได้มีความพยายามศึกษาอย่างต่อเนื่องที่จะรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเขา โดยพยายามค้นหาสาเหตุ หรือพลัง หรืออำนาจที่เขาคิดว่ามีอิทธิพลต่อการเกิดและไม่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ

แน่นอนสิ่งที่จะช่วยให้เขาสามารถเข้าใจในเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้ดี คือ ความสามารถของตัวเขาเองในการเก็บบันทึกข้อมูลเป็นความจำ และสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เขาค้นพบใหม่กับเหตุการณ์ที่เขาได้ค้นพบมาแล้วในอดีต เมื่อเขาได้ประสบเหตุการณ์หรือปัญหาเขาก็จะหยุดคิดและพยายามนึกเหตุการณ์ลักษณะนี้กับเหตุการณ์นี้ว่าเขาได้ประสบมาแล้วหรือยังในอดีต และพยายามนึกอีกว่าในครั้งนั้นเขาได้แก้ปัญหานั้นอย่างไร แล้วนำเหตุการณ์นั้นมาเป็นแเนวทางในการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเขา แต่ถ้าเขาพบว่าเขาไม่เคยประสบพบเหตุการณ์ลักษถเะนี้มาเลย ก็จะพยายามนึกเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน หรือทั้งสองเหตุการณ์นั้นมีอะไรที่สัมพันธ์กัน แล้วหาแนวทางการแก้ปัญหาตามประสบการณ์ที่มีอยู่

กล่าวคือ มนุษย์ได้พยายามใช้ประสบการณ์ที่ได้ประสบมาในอดีต มาอธิบายและตัดสินกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเขาในปัจจุบัน

นอกจากเขาได้พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์รอบข้างแล้ว พวกเขาก็ได้พยายามที่จะทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเองและบุคคลคนอื่น พยายามศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและสาเหตุที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมนั้นๆออกมา พยายามศึกษาความแตกต่างของบุคคล แต่ความพยายามของพวกเขาหลายครั้งที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ เขาไม่สามารถค้นพบสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น พวกเขาจะพยายามอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอำนาจลึกลับแล้วแต่ที่เขาจะคิดค้นมา เราคงเคยได้ยินว่าคนโบราณบางกลุ่มบำบัดคนบ้าหรือคนที่เป็นโรคทางประสาท โดยการลงโทษอย่างสาหัส เพราะเขาเชื่อว่าการที่คนเราเป็นเช่นนั้นเพราะชาตาน(ไชฏอน) เข้าสิงอยู่ข้างใน การที่จะทำให้คนๆนั้นหายจากอาการนั้นได้จะต้องทรมานร่างกายของเขาจนไซฏอนรู้สึกเจ็บปวดและผละหนีออกจากร่างไป

เมื่อวิทยาการก้าวหน้า การศึกษาเกี่ยวกับจิตมนุษย์ก็ได้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ข้อมูลและประสบการณ์ ถูกสะสมอย่างมากมาย และสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้น มีการจัดระเบียบ เรียบเรียงขอข้อมูลและประสบการณ์นั้นอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นวิชาที่เรียกว่า จิตวิทยา

ครั้นเมื่อศาสนาอิสลามได้ถูกประทานลงมาโดยผ่านศาสนฑูตหรือนบี   คัมภีร์ที่ถูกประทานมาผ่านนบี ก็ได้บัญญัติ ให้มนุษย์สังเกต และไตรตรองในสิ่งที่อัลลอฮทรงสร้างขื้น รวมถึงตัวมนุษย์เอง ดังที่อัลลอฮได้ตรัสในตอนหนึ่งว่า

وَفِي أَنْفُسِكُمْ أَفَلَا تُبْصِرُونَ

ความว่า : และในตัวพวกเจ้าพวกเจ้าจะไม่เห็นดอกหรือ (อัซ-ซาริยาต : 51/21)

อัลกุรอานได้กล่าวถึงการสร้างมนุษย์ การเป่าวิญญาณ(รูฮ : روح)เข้าสู่ร่างที่ถูกสร้าง  รวมถึงพลังหรืออำนาจของจิต (นัฟซฺ : نفس) ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งดีและชั่ว เช่นอายัตดังต่อไปนี้

 

إِذۡ قَالَ رَبُّكَ لِلۡمَلَٰٓئِكَةِ إِنِّي خَٰلِقُۢ بَشَرٗا مِّن طِينٖ ٧١ فَإِذَا سَوَّيۡتُهُۥ وَنَفَخۡتُ فِيهِ مِن رُّوحِي فَقَعُواْ لَهُۥ سَٰجِدِينَ ٧٢

ความว่า  : จงะลึกถึงขณะที่พระเจ้าตรัสแก่มะลาอีกะฮฺ ว่า แท้จริงข้า(อัลลอฮฺ)ได้สร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน(คืออาดัม)ดังนั้น เมื่อข้า(อัลลอฮฺ)ได้ทำให้เขามีรูปร่างสมส่วน และได้เป่าวิญญาณของข้าเข้าไปในตัวเขา ฉะนั้นพวกเจ้าจงก้มลงสุญูด(กราบ)ต่อตัวเขา.  (ศอด:38/71-72)

 وَنَفۡسٖ وَمَا سَوَّىٰهَا ٧ فَأَلۡهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقۡوَىٰهَا ٨  قَدۡ أَفۡلَحَ مَن زَكَّىٰهَا ٩ وَقَدۡ خَابَ مَن دَسَّىٰهَا ١٠

ความว่า  : ด้วยชีวิต(จิต)และสิ่งที่ทรงทำให้มันสมบูรณ์ และพระองค์ได้ดลในมันให้รู้ทางชั่วของมันและทางสำรวมของมัน แท้จริงชัยชนะเป็นของผู้ที่ทำให้มัน(จิต)บริสุทธิ์ และแท้จริงความหายนะเป็นของผู้ที่ทำให้มันสกปรก. (อัช-ชัมซฺ:91/7-10)

 

۞وَمَآ أُبَرِّئُ نَفۡسِيٓۚ إِنَّ ٱلنَّفۡسَ لَأَمَّارَةُۢ بِٱلسُّوٓءِ إِلَّا مَا رَحِمَ رَبِّيٓۚ إِنَّ رَبِّي غَفُورٞ رَّحِيمٞ ٥٣

ความว่า  : และฉันไม่อาจทำให้จิตของฉันบริลุทธิ์ใด้ แท้จริงจิตนั้นถูกครอบงำไว้ด้วยความชั่ว นอกจากที่พระเจ้าของฉันทรงเมตตา แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ.  (ยูซุฟ:12/53)

يَٰٓأَيَّتُهَا ٱلنَّفۡسُ ٱلۡمُطۡمَئِنَّةُ ٢٧ ٱرۡجِعِيٓ إِلَىٰ رَبِّكِ رَاضِيَةٗ مَّرۡضِيَّةٗ ٢٨ فَٱدۡخُلِي فِي عِبَٰدِي ٢٩ وَٱدۡخُلِي جَنَّتِي ٣٠

ความว่า  : โอ้ชีวิต(จิต)ที่สงบแน่นเอ๋ย เจ้าจงกลับมายังพระเจ้าของเจ้าด้วยความยินดียิ่งอย่างเป็นปิติเถิด เจ้าจงเข้าในอิบาดะฮฺ(การภักดีต่อ)ของฉัน และเจ้าจงเข้าสวรรค์ของฉันเถิด” (อัล-ฟัจรฺ:89/27-30)

และจากอายะฮฺต่างๆ ในลักษณะนี้ ได้จุดประกายความคิดแก่นักปราชญ์อิสลามที่จะศึกษาและพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับจิตและวิญญาณ เช่น อัร-รอซี, อัล-กินดี, อัล-ฆอซาลี, อัล-ฟารอบีและที่มีชื่อเสียงทีสุด คือ อิบนุซีนา โดยเขาได้เขียนในหนังสือที่มีชื่อว่า อัซ-ชีฟาอฺ (الشِّفاء)” และหนังสือเล่มอื่นๆ ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลความคิดในเรื่องนี้จาก อริสโตเติลนักปราจญ์ชาวกรีก

มุสลิมทุกคนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับจิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเองและเข้าใจบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะบอกข่าวคราวเกี่ยวกับอิสลามหรือต้องการที่ให้พฤติกรรมของตนเองหรือบุคคลรอบข้างเปลี่ยนแปลง ดังที่ท่านบีได้กล่าวไว้ว่า

بَلِّغُوا عَنِّي وَلَوْ آيَةً

ความว่า : เจ้าจงบอกข่าวเกี่ยวกับฉันแม้จะเป็นเพียงประโยคเดียว. (อัลบุคอรี:2302)

และ

" مَنْ رَأَى مِنْكُمْ مُنْكَرًا فَلْيُغَيِّرْهُ بِيَدِهِ فَإِنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِلِسَانِهِ فَإِنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِقَلْبِهِ وَذَلِكَ أَضْعَفُ الإِيْمَانِ "

ความว่า :ผู้ใดพบเห็นสิ่งที่ไม่ดี จงเปลี่ยนสิ่งนั้นด้วยมือของเขา ถ้าไม่สามารถก็ให้เปลี่ยนด้วยลิ้น (วาจา) ถ้าไม่สามารถก็ให้เปลี่ยน (ห้าม) ด้วยใจ และสิ่งนั้น (ห้ามด้วยใจ) เป็นอิมานที่อ่อนแอที่สุด (มุสลิม : 70)

จากหะดิษดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า มุสลิมทุกคนต้องเป็นดาอีย์หรือผู้เผยแพร่ศาสนา มีหน้าที่เผยแพร่  ชักชวน เชิญชวน ให้มวลมนุษย์หันกลับเข้าหาอัลลอฮ นับถือและปฏิบัติตามคำสอนในศาสนาของพระองศ์ นำบทบัญญัติที่พระองค์กำหนดมาเป็นวิถีการดำรงชีวิตในทุกๆด้าน ภักดีหรือทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์เท่านั้น และหันห่างจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย เผยแผ่ความจริงที่มาจากพระองค์ เชิญชวนเพื่อนมนุษย์ให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี และห้ามปรามมนุษย์กระทำในสิ่งที่ชั่ว

كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ

ความว่า :  พวกเจ้า(ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและนบีมูฮำมัด)เป็นประชาชาติที่ดียิ่ง ถูกให้บังเกิดขึ้นสำหรับมนุษยชาติ พวกเจ้าสั่งใช้ในเรื่องความดี และพวกเจ้าห้ามปรามในสิ่งมิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ. (อาลา อิมรอน : 3/110)

จะเห็นว่า หน้าที่ของดาอีย์นั้นมีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ การชักชวน การเชิญชวน ของดาอีย์ มิใช่มีเพียงแค่บอกข่าวหรืออ่านสาสน์ให้มนุษย์ฟังแล้วคอยฟังว่าเขารับหรือไม่รับเท่านั้น แต่ดาอีย์จะต้องเรียนรู้สภาพทัวๆไปของเพื่อนมนุษย์ที่เขาต้องบอกข่าวนั้นด้วย เรียนรู้วิธีการที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจและพร้อมที่จะรับสาสน์ที่นำมาเผยแพร่ แน่นอนนอกจากจะต้องศึกษาวิชาศาสนาแล้ว ดาอีย์จะต้องเรียนรู้วิชาอื่นๆอีกด้วย

ٱدۡعُ إِلَىٰ سَبِيلِ رَبِّكَ بِٱلۡحِكۡمَةِ وَٱلۡمَوۡعِظَةِ ٱلۡحَسَنَةِۖ وَجَٰدِلۡهُم بِٱلَّتِي هِيَ أَحۡسَنُۚ إِنَّ رَبَّكَ هُوَ أَعۡلَمُ بِمَن ضَلَّ عَن سَبِيلِهِۦ وَهُوَ أَعۡلَمُ بِٱلۡمُهۡتَدِينَ ١٢٥

ความว่า : จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม(อัลฮิกมะฮฺ)และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า  แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง (อัลกุรอาน : 16/125)

คำว่า อัลฮิกมะฮฺ ในที่นี้อุลมาอฺหรือผู้รู้ในอิสลามบางท่านกล่าวว่าเป็นการเชิญชวนหรือการเรียกร้องสู่แนวทางของอัลลอฮฺโดยใช้อัลกุรอานและหะดีษนบี บางท่านอย่างชีคอับดุลอาซิซ บินบาซ ได้กล่าวว่า หมายถึงการเรียกร้องด้วยวิธีการที่ง่าย คนถูกเชิญชวนเข้าใจได้ง่าย ด้วยความอ่อนโยน นุ่มนวล ไม่แข็งกร้าว นำสู่สันติและการสร้างสรรค์ ไม่ใช่นำสู่ความวุ่นวายและหายนะ

และท่านนบี-ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม-ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า

" أُمِرْنَا أَنْ نُكَلِّمَ النَّاسَ عَلَى قَدْرِ عُقُولِهِمْ "

ความว่า : เราถูกใช้ให้พูดกับมนุษย์เท่าความสามารถทางปัญญาของพวกเขา. (อัดไดละมีย์:1611) [1]

บรรดานบีตั้งแต่นบีอาดัม-อะลัยฮิซะลาม-จนถึงศาสนทูตคนสุดท้าย มุหัมมัด-ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม-จะต้องพูดคุยและสอนมนุษย์ด้วยภาษาและวิธีการที่สอดคล้องกับความสามารถและสภาพของคนๆนั้น และท่านได้กล่าวในอีกตอนหนึ่งว่า

"إِنَّ اللهَ لَمْ يَبْعَثْنِي مُعَنِّتًا، وَلَا مُتَعَنِّتًا، وَلَكِنْ بَعَثَنِي مُعَلِّمًا مُيَسِّرًا"

ความว่า :  แท้จริงอัลลอฮฺไม่ได้ส่งฉันมาเป็นคนที่ยากและหาความยาก แต่พระองค์ส่งฉันมาให้เป็นครูที่ง่ายดาย.(มุสลิม:1478)

หนึ่งในวิชาความรู้ที่มุสลิมที่ต้องเป็นดาอีย์(ผู้เผยแพร่ศาสนา)และครูจะต้องเรียนรู้สร้างความง่ายดายแก่ผู้เรียนหรือผู้ที่ถูกสอน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของมนุษย์ เพื่อนำไปใช้ในการเชิญชวนเพื่อนมนุษย์ให้มีความสุขทั้งผู้รับและมีความสุขทั้งผู้ให้อย่างที่อัลกุรอานได้บัญญัติใช้คำว่า “หิกมะฮฺ” นั้นคือ วิชาจิตวิทยา (Psychology)


[1] หะดีษรายงานจากอิบนุอับบาซ ด้วยสายรายงานที่อ่อน 


คำถามท้ายบท

บทนำ

1. คำถามท้ายบท (แบบปรนัย) 

2. คำถามแบบอัตนัย
  1. อะไรคือแรงจูงใจเบื้องต้นที่ทำให้มนุษย์พยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์รอบตัว?

  2. มนุษย์ใช้วิธีใดในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ใหม่กับประสบการณ์ในอดีต?

  3. ทำไมความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่นจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม?

  4. วิทยาการด้านจิตวิทยามีต้นกำเนิดและพัฒนาอย่างไรตามบทความ?

  5. อัลกุรอานมีมุมมองต่อ "จิต" (نَفْس) อย่างไร และส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร?

  6. จากอายะฮ์ในอัช-ชัมซฺ (91/7-10) สรุปคุณสมบัติของ "จิตที่บริสุทธิ์" ได้อย่างไร?

  7. นักปราชญ์มุสลิมกลุ่มใดบ้างที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องจิตและวิญญาณ?

  8. เพราะเหตุใดมุสลิมทุกคนจึงควรศึกษาเกี่ยวกับจิตมนุษย์ตามคำสอนของศาสนาอิสลาม?

  9. บทบาทของ “ดาอีย์” เชื่อมโยงกับการเรียนรู้จิตวิทยาในแง่มุมใดบ้าง?

  10. การเชิญชวน (ดาอฺวะฮฺ) ที่มีประสิทธิภาพควรตั้งอยู่บนหลักการใดตามอัลกุรอาน 16:125?

  11. อัลฮิกมะฮฺ (الحكمة) ในบริบทของการเผยแผ่ศาสนาหมายถึงอะไร?

  12. หะดีษที่กล่าวว่า “เราถูกใช้ให้พูดกับมนุษย์เท่าความสามารถทางปัญญาของพวกเขา” สะท้อนแนวคิดการสอนอย่างไร?

  13. บทบาทของท่านนบี ﷺ ในฐานะ "มุอัลลิม มุยัสซีร" (ครูที่ทำให้เรื่องง่าย) มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้เผยแผ่ศาสนา?

  14. จิตวิทยาในฐานะเครื่องมือในการเข้าใจและเปลี่ยนพฤติกรรมมีประโยชน์เชิงปฏิบัติอย่างไรสำหรับดาอีย์?

  15. คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าดาอีย์จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งศาสนาและศาสตร์อื่น ๆ ควบคู่กัน?



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

  ทฤษฎีการเรียนรู้   ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) หรือที่เรียกว่า " ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง " แนวคิดหลักขอ...